Sunday, 19 July 2026
ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ย้อนบทเรียน Millennium Challenge 2002 มหาอำนาจอาจมีเทคโนโลยีเหนือกว่า แต่แพ้ได้ หากศัตรูไม่ยอมเล่นตามเกมที่วางไว้ เกมซ้อมรบ 250 ล้านดอลลาร์ ที่สหรัฐฯ เคย “แพ้” อิหร่านจำลอง

Millennium Challenge 2002 (ความท้าท้ายแห่งสหัสวรรษ 2002) แบบจำลองทางทหารมูลค่า 250ล้านเหรียญที่ผลออกมาว่า สหรัฐฯ พลาดท่าพ่ายแพ้ต่ออิหร่าน

การซ้อมรบ Millennium Challenge 2002 (MC02) เป็นการจำลองยุทธ์ด้วยคอมพิวเตอร์ครั้งใหญ่ที่สุดของกองทัพสหรัฐฯ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 ก.ค. - 15 ส.ค. ปี 2002 ด้วยงบประมาณสูงถึง 250 ล้านดอลลาร์ จุดประสงค์คือเพื่อทดสอบแนวคิด "สงครามเครือข่ายศูนย์กลาง" (Network-centric Warfare) ทั้งยังเป็นการทดสอบแสนยานุภาพและหลักนิยมของกองทัพสหรัฐฯ โดยฝ่ายน้ำเงิน (กองทัพสหรัฐฯ) ต้องต่อสู้กับฝ่ายแดง ซึ่งจำลองเป็นประเทศในแถบอ่าวเปอร์เซีย ( อิหร่าน) บัญชาการโดยพลโท Paul Van Riper นายทหารนาวิกโยธินที่เกษียณแล้ว โดยความน่าสนใจในการซ้อมรบครั้งนี้มีรายละเอียดดังนี้

-ฝ่ายแดงใช้ยุทธวิธีแบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare): พลโท Van Riper เลือกใช้ยุทธวิธีโบราณและเทคโนโลยีต่ำแทนระบบอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ใช้มอเตอร์ไซค์ส่งสารเพื่อหลีกเลี่ยงการดักจับสัญญาณ และใช้สัญญาณไฟกระพริบแทนคลื่นวิทยุ

-ชัยชนะอันรวดเร็วของฝ่ายแดง: เมื่อกองทัพสหรัฐฯ ส่งกองเรือขนาดมหึมาเข้าสู่อ่าวเปอร์เซีย ฝ่ายแดงได้ทำการโจมตีเชิงป้องกัน (Preemptive Strike) ด้วยการยิงฝูงขีปนาวุธล่วงหน้าเข้าใส่เรือรบสหรัฐฯ ทำให้อากาศยานและเรือรบจำลองของฝ่ายสหรัฐฯ จมลงสู่ก้นทะเลถึง 16 ลำ ซึ่งหากเป็นสถานการณ์จริงจะทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิตหลายพันนายภายในเวลาไม่กี่นาที

กลยุทธ์ที่พลโท Van Riper ใช้ในการรบแบบอสมมาตร: ด้วยเพราะ เขาตระหนักดีว่าหากเขาเล่นตามเกมในตำราทหารแบบดั้งเดิม กองทัพฝ่ายแดง (Red Force) ของเขาซึ่งมีเทคโนโลยีล้าหลังกว่า ย่อมไม่มีทางต้านทานระบบสอดแนมและการโจมตีที่แม่นยำของฝ่ายน้ำเงิน (Blue Force: สหรัฐฯ) ได้ ดังนั้น เขาจึงเลือกใช้ กลยุทธ์แบบอสมมาตร (Asymmetric Warfare) หรือการหยิบจุดแข็งที่เป็นความล้าหลัง และคาดเดาไม่ได้ของตนเอง มาโจมตีจุดอ่อนในความพึ่งพาเทคโนโลยีที่มากเกินไปของฝ่ายศัตรู โดยแบ่งออกเป็น 4 วิธีหลักดัง:

1. ต่อต้านระบบดักฟังด้วยระบบสื่อสารยุคเก่า (Low-Tech Communications) ในเมื่อฝ่ายน้ำเงินมีเทคโนโลยีระดับเทพที่สามารถดักจับคลื่นวิทยุ สัญญาณโทรศัพท์ดาวเทียม และการสื่อสารทางดิจิทัลได้ทุกรูปแบบเพื่อประเมินสถานการณ์ (ตามแนวคิด Information Dominance) พลโท Van Riper จึงสั่ง "ปิดวิทยุสื่อสารทั้งหมด" แล้วย้อนกลับไปใช้เทคนิคโบราณที่ไม่มีคลื่นหรือสัญญาณไฟฟ้าให้ดักจับได้:
· การส่งสารด้วยมอเตอร์ไซค์ (Motorcycle Messengers): ใช้หน่วยเคลื่อนที่เร็วขี่มอเตอร์ไซค์ส่งคำสั่งเป็นเอกสารกระดาษไปยังหน่วยรบแนวหน้าโดยตรง
· การใช้สัญญาณไฟและรหัสลับด้วยพิธีกรรมทางศาสนา: ใช้สัญญาณไฟสีประภาคาร (Light Signals) แบบสงครามโลกครั้งที่ 2 ในการสั่งการให้เครื่องบินรบขึ้นบิน และใช้ระบบกระจายเสียงจากหออะซานของมัสยิด (ส่งคำร้องเรียกทำพิธีสวด) เป็นโค้ดลับในการสั่งเคลื่อนกำลังพลพร้อมกันทั่วประเทศ

2. การซ่อนพรางกำลังรบในพลเรือน (Camouflage inside Civilian Traffic) แทนที่จะจอดเรือรบและตั้งฐานทัพทหารเด่นหราบนจอเรดาร์ พลโท Van Riper เลือกที่จะพรางตัวไปกับวิถีชีวิตปกติของประชาชนเพื่อทำให้ระบบแยกแยะเป้าหมายอัตโนมัติของฝ่ายน้ำเงินเป็นอัมพาต:
· การหาพิกัดเรือศัตรู: แทนที่จะเปิดเรดาร์ทหารสแกนหาเรือรบสหรัฐฯ (ซึ่งจะทำให้ฝ่ายสหรัฐฯ รู้ตัวทันที) เขาใช้ เรือประมงท้องถิ่นและเรือสินค้าพลเรือน ที่ล่องเรือผ่านไปมาตามปกติ ทำหน้าที่เป็นหูเป็นตาแล้วรายงานพิกัดกองเรือสหรัฐฯ กลับมา
· การเคลื่อนกำลังพล: เขาซ่อนเรือเร็วโจมตีติดอาวุธและเครื่องบินรบขนาดเล็กไว้ปะปนกับเรือพาณิชย์และเครื่องบินพลเรือนในน่านน้ำและน่านฟ้าที่แออัด ทำให้ฝ่ายน้ำเงินไม่กล้าโจมตีก่อนเพราะแยกไม่ออกว่าลำไหนคือผู้บริสุทธิ์ ลำไหนคือทหาร

3. กลยุทธ์ฝูงผึ้งรุมต่อย (Swarm Tactics) จุดอ่อนของระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับสูงอย่างระบบ Aegis บนเรือรบสหรัฐฯ คือมันถูกออกแบบมาเพื่อรับมือกับภัยคุกคามที่มีเทคโนโลยีสูงจำนวนหนึ่ง (เช่น เครื่องบินรบหรือขีปนาวุธทิ้งตัวไม่กี่ลูก) แต่ระบบจะประมวลผลไม่ทันหากเจอเป้าหมายขนาดเล็กจำนวนมหาศาลจู่โจมพร้อมกัน พลโท Van Riper จึงสั่งให้ เรือเร็วติดระเบิดฆ่าตัวตาย (Kamikaze Speedboats), เรือสปีดโบ๊ทพลเรือน และเครื่องบินใบพัดขนาดเล็ก นับร้อย ๆ ลำ บุกโจมตีเข้าใส่กองเรือสหรัฐฯ พร้อมกันจากทุกทิศทางในลักษณะ "ฝูงผึ้งจำนวนมาก" ควบคู่กับการระดมยิงขีปนาวุธต่อต้านเรือรบจากชายฝั่ง ผลคือเรดาร์และระบบยิงสกัดของฝ่ายน้ำเงินทำงานหนักเกินขีดจำกัด (Overwhelmed) จนไม่สามารถสกัดกั้นได้หมดและถูกจมเรือไปถึง 19 ลำในเวลาแค่ 10 นาที

4. การชิงลงมือก่อนเพื่อตัดโอกาสก่อนที่ศัตรูจะตั้งตัวได้ (Preemptive Strike) ฝ่ายน้ำเงินคุ้นชินกับการส่งคำขาด (Ultimatum) เพื่อกดดันให้ข้าศึกยอมจำนนก่อน แล้วค่อย ๆ เปิดฉากโจมตีอย่างเป็นระบบตามขั้นตอน แต่พลโท Van Riper รู้ดีว่าหากปล่อยให้ฝ่ายน้ำเงินจัดตั้งแนวรบเสร็จสมบูรณ์ ฝ่ายเขาจะไม่มีโอกาสชนะเลย ทันทีที่ฝ่ายน้ำเงินส่งคำขาดและประกาศว่าเรือรบได้แล่นเข้าสู่ระยะน่านน้ำแล้ว เขาจึงชิงลงมือสั่งโจมตีเต็มอัตราศึกทันที โดยไม่รอให้ระยะเวลาในคำขาดหมดลง การตัดสินใจที่เฉียบขาดและนอกตำรานี้สร้างความตื่นตระหนกและทำลายวงจรการตัดสินใจ (OODA Loop) ของผู้บัญชาการฝ่ายสหรัฐฯ จนตั้งตัวไม่ติดนั่นเอง

การรีเซ็ตการฝึกซ้อม: เนื่องจากผลลัพธ์ที่ปรากฏว่า กองสหรัฐฯ พ่ายแพ้อย่างรวดเร็วและไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการทดสอบเทคโนโลยี ผู้ควบคุมการฝึกจึงตัดสินใจสั่งหยุดเกม ย้อนเวลากลับไป และบังคับให้ฝ่ายแดงเปิดระบบป้องกันเพื่อให้เรือของสหรัฐฯ สามารถรบต่อและทดสอบยุทโธปกรณ์ได้ตามเป้าหมาย การตัดสินใจแทรกแซงดังกล่าวทำให้ พลโท Van Riper ประท้วงและลาออกจากการฝึก โดยวิจารณ์ว่า Millennium Challenge 2002 เป็นเพียงการซ้อมรบที่ถูกเขียนบทมาเพียงเพื่อให้เทคโนโลยีของกองทัพสหรัฐฯ ชนะเท่านั้น พลโท Van Riper กล่าวในภายหลังว่า หลังรีเซ็ต ฝ่ายแดง Red ถูกจำกัดปฏิบัติการหลายอย่าง เช่น การห้ามยิงก่อน ต้องเปิดเรดาร์ และต้องจัดวางกำลังตามที่ผู้ควบคุมกำหนด เหตุการณ์นี้กลายเป็นกรณีศึกษาด้านกลยุทธ์ที่โด่งดัง ซึ่งผู้คนบนฟอรัม War College Reddit มักมีความเห็นสอดคล้องกันว่า การฝึกซ้อมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปรับตัวต่อกลยุทธ์ที่คาดไม่ถึงของศัตรู

พลโท Paul Van Riper ปัจจุบันยังมีชีวิตในวัย 88 ปี เข้าร่วมกับกองกำลังนาวิกโยธินตั้งแต่อายุ 18 ปี ก่อนที่จะเลื่อนเป็นนายทหารสัญบัตรใน 7 ปีต่อมา เขาได้รับเหรียญ Silver Star สองครั้ง จากวีรกรรมในสงครามเวียดนาม เขาเป็นคณะทำงานของกองกำลังนาวิกโยธิน MARCENT/I ในระหว่างปฏิบัติการ Desert Shield และ Desert Storm (มกราคมถึงมีนาคม 1991) ก่อนเกษียณจากกองทัพ เขาดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธินที่ 2 และกองบัญชาการพัฒนาการรบของนาวิกโยธิน ณ เมืองควอนติโก มลรัฐเวอร์จิเนีย และเหรียญเกียรติคุณการบริการดีเด่นของกองทัพเรือ () หลังการเกษียณอายุ เขาได้ดำรงตำแหน่งในคณะกรรมการและคณะทำงานที่ปรึกษาของธุรกิจหลายแห่ง

แล้วทำไมจึงดูเหมือนว่าสหรัฐฯ ไม่ได้นำบทเรียนจากการซ้อมรบ Millennium Challenge 2002 ไปใช้ อันที่จริงแล้วมีหลายเหตุผล ได้แก่
1. เป้าหมายของการซ้อมรบไม่ใช่การแข่งขันเพื่อหาผู้ชนะ Millennium Challenge 2002 ถูกออกแบบมาเพื่อทดสอบแนวคิดการรบใหม่ (Transformation) มากกว่าจะเป็นการแข่งว่าใครชนะ หากสถานการณ์จบเร็วเกินไป การทดสอบส่วนอื่นจะทำไม่ได้ จึงต้องมีการรีเซ็ตบางช่วงของเกม

2. เรื่อง "ฝ่ายแดงถูกบังคับให้แพ้" เป็นความจริงเพียงบางส่วนเท่านั้น โดย Pentagon ระบุว่า การปรับเปลี่ยนเหล่านี้ทำเพื่อให้สามารถทดสอบระบบและแนวคิดที่เหลือของการฝึกได้ ไม่ใช่เพื่อปกป้องชื่อเสียงของฝ่ายน้ำเงินเพียงอย่างเดียว

3. หลายบทเรียนถูกนำไปใช้จริง แม้จะมีความเข้าใจว่าบทเรียนถูกละเลย แต่หลายประเด็นกลับถูกนำไปพัฒนา เช่น
- การรับมือฝูงเรือเร็ว (Swarm Attack)
- การป้องกันขีปนาวุธร่อน
- การข่าวกรองและการเฝ้าระวังที่ครอบคลุมมากขึ้น
- การเตรียมรับมือศัตรูที่ใช้วิธีการสื่อสารแบบไม่พึ่งเทคโนโลยีขั้นสูง
โดยในเวลาต่อมากองทัพเรือสหรัฐฯ ได้ลงทุนอย่างมากในระบบป้องกันหลายชั้น ระบบอาวุธระยะประชิด และการฝึกรับมือการโจมตีแบบอิ่มตัว (saturation attacks) ซึ่งสะท้อนบทเรียนบางส่วนจากเหตุการณ์ดังกล่าว

4. แต่ก็ยังมีข้อจำกัดเชิงสถาบันบางอย่าง นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า Millennium Challenge 2002 แสดงให้เห็นปัญหาที่พบได้ทั่วไปในองค์กรขนาดใหญ่ คือ
· ความเชื่อมั่นในเทคโนโลยีมากเกินไป
· การวางแผนโดยตั้งสมมติฐานว่าศัตรูจะทำตามแบบที่คาดไว้
· วามยากในการยอมรับผลการทดลองที่ขัดกับแนวคิดหลักขององค์กร
· ปัญหาเหล่านี้ไม่ได้เกิดเฉพาะกับกองทัพสหรัฐฯ แต่พบได้ในกองทัพและองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก

หากมองจากเหตุการณ์ในปัจจุบัน กองทำสหรัฐฯ ไม่ได้เพิกเฉยต่อบทเรียนจาก Millennium Challenge 2002 ทั้งหมด แต่นักวิเคราะห์หลายคนมองว่า บทเรียนบางส่วนถูกลดทอนหรือถูกตีความในลักษณะที่เอื้อต่อแนวคิดเดิมขององค์กร ขณะเดียวกัน บทเรียนด้านยุทธวิธีและการป้องกันภัยคุกคามรูปแบบใหม่จำนวนไม่น้อยก็ถูกนำไปพัฒนาต่อยอดจริง และฝ่ายการเมืองทั้งประธานาธิบดี Donald Trump และ Pete Hegseth รัฐมนตรีกระทรวงสงครามต่างไม่สนใจต่อข้อเสนอและคำแนะนำจากฝ่ายทหาร จะได้จากการปลด ปรับย้าย นายทหารและเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก สงครามสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านจึงปรากฏผลออกมาเช่นที่ชาวโลกได้เห็นกันในทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

ยุคนี้ 60 ยังไม่ใช่ชรา!! โลกกำลังนิยามใหม่ว่า “แก่จริง” อาจเริ่มที่ 80 เมื่อชีวิตยังเดินต่อได้อย่างมีพลัง อายุจริงอาจไม่สำคัญเท่าอายุสมรรถภาพ ผู้เชี่ยวชาญชี้บางคนวัย 80 ยังแข็งแรงกว่าวัย 60

ตลอดเวลาที่ผ่านมาโดยปกติแล้ว "วัยชรา" มักถูกกำหนดไว้ตั้งแต่อายุ 60 หรือ 65 ปี ด้วยเพราะเหตุผลเรื่องการเกษียณอายุหรือนโยบายต่าง ๆ แต่ในปัจจุบัน ด้วยอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและสุขภาพที่ดีขึ้น แนวคิดที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปีสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในยุคปัจจุบัน ซึ่งเกิดจากอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นและวิถีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้นโดยช่วงอายุ 50 ถึง 80 ปีนั้น ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นช่วงขาลง แต่เป็นช่วงของการมีชีวิตที่กระฉับกระเฉงยาวนานขึ้น โดยงานวิจัยและผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า 80 ปี คือเกณฑ์มาตรฐานใหม่สำหรับ "ผู้สูงอายุ" แทนที่ 60 หรือ 65 ปีแบบดั้งเดิม แม้ว่านักวิทยาศาสตร์บางคนจะชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนทางชีวภาพในช่วงอายุ 70 ปี และการจำแนกประเภทโดยผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงอายุ
หลายคนจึงแบ่งวัยชราออกเป็นหลายช่วง เช่น:

- วัยสูงอายุตอนต้น: อายุประมาณ 65–74 ปี
- วัยสูงอายุตอนกลาง: ประมาณ 75–84 ปี
- วัยสูงอายุที่สุด: ประมาณ 85 ปีขึ้นไป

ด้วยมุมมองดังกล่าวทำให้คำกล่าวที่ว่าวัยชราเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี จึงมีความสมเหตุสมผลทั้งในแง่สังคมและชีววิทยาสำหรับหลาย ๆ คน เนื่องจากความเสื่อมถอยของสมรรถภาพทางกายอย่างมีนัยสำคัญมักเกิดขึ้นบ่อยขึ้นในช่วงอายุนั้น แม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ก็ตาม อย่างไรก็ตาม การสูงวัยเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล บางคนอายุ 80 ปีอาจกระฉับกระเฉงและพึ่งพาตนเองได้มากกว่าคนอายุ 60 ปี ดังนั้นผู้เชี่ยวชาญหลายคนจึงนิยมเน้นที่อายุตามสมรรถภาพทางกายมากกว่าอายุจริง โดยศาสตราจารย์ Ian Robertson นักประสาทวิทยาและนักจิตวิทยาคลินิกชาวสก็อตและศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ Trinity College Dublin ประเทศ Ireland ระบุว่า ทางกายภาพและจิตวิทยา วัยชราสำหรับหลาย ๆ คน จะเริ่มต้นที่อายุ 80 ปี

ในสมัยก่อน วัยเกษียณ (55-60 ปี) จะถือว่า “ชรา” แล้ว แต่ทัศนคติในปัจจุบันได้แปรเปลี่ยนไป ทำให้คำจำกัดความของวัยชราถูกย้อนทบทวนในเวลาต่อมา เว็บไซต์ข่าว SWNS ของสหราชอาณาจักรได้เสนอรายงานจากการศึกษาวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก PayingTooMuch.com บริษัทประกันภัยออนไลน์ ปรากฏว่าปัจจุบันนี้ คนทั่วไปคิดว่า ความชราภาพจะเกิดขึ้นช้ามาก แบบสำรวจผู้สูงอายุจากการสำรวจความคิดเห็นของผู้คน 2,000 คนที่มีอายุมากกว่า 40 ปี ด้วยคำถามต่าง ๆ เช่น อายุใดที่ถือว่าชรา และสัญญาณแห่งวัยซึ่งมักเกิดขึ้นบ่อยที่สุดคืออะไร ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ตอบว่า วัยชรายังไม่เริ่มจนกว่าจะอายุ 80 ซึ่งช้ากว่าการศึกษาก่อนหน้านี้มาก ผู้ตอบแบบสำรวจบางคนกล่าวว่า วัยชรานั้นยิ่งห่างออกไปอีก โดย 20% ตอบว่า เริ่มที่ 90 มีเพียง 17% เท่านั้นที่บอกว่าความชราภาพเริ่มต้นที่ก่อนอายุ 70 ปี เรื่องที่น่าสนใจเมื่อพบว่าจากการสำรวจในครั้งนี้ผู้ตอบบอกว่า หากพวกเขาถูกถามด้วยคำถามนี้เมื่อ 30 ปีก่อน ค่าเฉลี่ยเริ่มต้นของวัยชราน่าจะอยู่ที่ 63 ปี

เมื่ออายุมากขึ้น ปัจจัยหลายประการมีส่วนทำให้คำจำกัดความของวัยชราเปลี่ยนไป ในขณะที่ผู้คนปฏิบัติตัวให้มีสุขภาพดีภายหลังการเกษียณ การรับรู้ถึงสิ่งที่เรียกว่า "ชรา" ได้เปลี่ยนไปตามนั้น เกือบสองในสามของผู้ตอบแบบสอบถามกล่าวว่า ผู้ที่ดำเนินชีวิตแบบ Active นานกว่านั้นมีผลกระทบมากที่สุดต่ออายุของวัยชราที่คิดกันใหม่ (80 ปี) แล้วผู้สูงอายุอยู่ในช่วงวัยใด? อย่างไรก็ตาม การสำรวจยังเปิดเผยว่า ผู้คนให้ความสำคัญกับอายุโดยทั่วไปน้อยกว่าที่เคย 82% ของผู้ตอบกล่าวว่า พวกเขารู้สึกอ่อนกว่าอายุจริงโดยเฉลี่ย 11 ปี ในขณะที่ 93% เห็นด้วยกับสุภาษิตที่ว่า "เราอายุมากเท่าที่เรารู้สึกเท่านั้น"

ทำไมอายุ 80 ถึงกลายเป็นช่วงอายุของวัยชราแบบใหม่ อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น:ผู้คนมีอายุยืนยาวขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น ทำให้ความเข้าใจเกี่ยวกับวัยชรานั้นเลือนหายไป ความยืดหยุ่นของสมอง:วิทยาศาสตร์ทางประสาทแสดงให้เห็นว่าสมองของผู้ใหญ่ยังคงสามารถปรับตัวได้ ซึ่งบ่งชี้ว่าสามารถใช้งานสมองได้ยาวนานขึ้น การเปลี่ยนแปลงมุมมอง:ผลสำรวจแสดงให้เห็นว่า ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไปมองว่าคนรุ่นก่อนมีความกระตือรือร้นและอยากรู้อยากเห็นมากกว่า และพบว่าคำว่า "อายุยืน" น่าดึงดูดใจมากกว่าคำว่า "แก่ชรา" โดยช่วงชีวิตใหม่คือ ช่วงอายุ 50-80 ปี กำลังถูกนิยามใหม่ให้เป็นช่วงเวลาที่ยาวนานขึ้นสำหรับการเรียนรู้ การทำงาน และประสบการณ์ใหม่ๆ ไม่ใช่แค่การพักผ่อนเท่านั้น

มุมมองแบบดั้งเดิมกับมุมมองแบบสมัยใหม่ จากความเชื่อดั้งเดิมที่วัยชราเริ่มต้นที่อายุประมาณ 60 หรือ 65 ปี (อายุเกษียณตามปกติ) แต่ด้วยข้อพิจารณาทางชีววิทยาพบว่า งานวิจัยบางชิ้นชี้ให้เห็นถึง "จุดเปลี่ยน" เช่น การลดลงอย่างฉับพลันของการผลิตเซลล์เม็ดเลือดหลังจากอายุ 70 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพอย่างกะทันหัน ตามที่นิวไซเอนทิสต์กล่าวได้ไว้ การเปลี่ยนแปลงทางร่างกายปรากฏเมื่ออายุ 80 ปี ความเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ/กระดูกลดลง และการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันลดลง เป็นเรื่องปกติ ซึ่งจำเป็นต้องมีการดูแลสุขภาพเชิงรุก

การใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายอย่างมีความสุข ทัศนคติเชิงบวก:การคงไว้ซึ่งทัศนคติที่ดี ความรู้สึกขอบคุณ และการมองไปข้างหน้า ช่วยให้บุคคลมีสุขภาพดีเมื่ออายุมากขึ้น กิจกรรมคือกุญแจสำคัญ:การออกกำลังกาย การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และการรักษาความสัมพันธ์ทางสังคมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับชีวิตในวัยชราที่เปี่ยมไปด้วยพลังผู้สูงอายุสมัยใหม่กำลังทำหลายอย่างเพื่อยืนยันว่าคำพูดนั้น ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โครงการต่าง ๆ ได้เริ่มต้นขึ้นทั่วทั้งสหรัฐอเมริกาและทั่วโลกเพื่อส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานอดิเรกมากขึ้น ตั้งแต่การเล่นเดนตรีไปจนถึงการออกเที่ยวนอกบ้าน

ผู้สูงอายุที่ตื่นตัว ไม่นานมานี้ หนังสือพิมพ์ Washington Post ได้รายงานเกี่ยวกับโครงการให้ผู้สูงอายุในกรุงลอนดอนได้มีส่วนร่วมในกิจกรรม Parkour ซึ่งเป็นกีฬากายกรรมที่มักเกี่ยวข้องกับคนหนุ่มสาวที่ปีนกำแพง และกระโดดจากหลังคาหนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง ผู้สูงอายุโดยหน่วยงานของรัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ฝึกกิจกรรมแบบสบาย ๆ มากขึ้น ซึ่งให้พวกเขาทำการแสดงท่าทางต่าง ๆ เช่น การทรงตัวบนหิ้ง และการหมุนบนม้านั่ง แบบฝึกหัดนี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้พวกเขาเคลื่อนไหวได้อย่างคล่องตัว ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับประชากรที่คาดว่าจะมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น และมีชีวิตที่มีประสิทธิผลมากกว่าคนรุ่นก่อน ๆ

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

“ญี่ปุ่น” ไม่ปลอดภัยอย่างที่คิด!! อาชญากรรมไม่กี่วินาที แต่แผลดิจิทัลอยู่ตลอดชีวิต CNN เปิดปมญี่ปุ่นเผชิญวิกฤตแอบถ่ายใต้กระโปรง เด็กหญิงตกเป็นเหยื่อ–ผู้ก่อเหตุเริ่มตั้งแต่วัยเรียน

การแอบถ่ายภาพใต้กระโปรง
กําลังกลายเป็นปัญหาอาชญากรรมสำคัญของเยาวชนในญี่ปุ่น

โตเกียว “อายากะ” อายุหกขวบเมื่อเธอถูกแอบถ่ายใต้กระโปรงครั้งแรก โดยครูสอนว่ายน้ำของเธอซึ่งเป็นชายที่พุ่งเป้าไปยังบรรดาเด็กหญิงมานานกว่าทศวรรษแล้ว เขาได้ถ่ายภาพและวิดีโอที่ผิดกฎหมายเกี่ยวกับอวัยวะเพศของเธอ จากนั้นเขาจะแชร์ภาพในกลุ่มกับคนรักเด็กคนอื่น ๆ ซึ่งจะรู้สึกขอบคุณสําหรับเนื้อหา และที่พวกเขาเรียกผู้ถ่ายว่า "พระเจ้า"

ซูซูกิพ่อของอายากะ (ชื่อถูกเปลี่ยนเพื่อความเป็นส่วนตัว) เพิ่งรู้ว่า ลูกสาวของเขาตกเป็นเป้าหมายเมื่อตํารวจโทรมาเมื่อสองปีที่แล้ว ใบหน้าและชื่อของเธอปรากฏในภาพบางภาพ ทําให้เธอสามารถระบุตัวตนได้ง่าย "ภรรยาของผมและผมต่างสนับสนุนให้เธอเข้าร่วมโรงเรียนสอนว่ายน้ำ ตอนนั้นเราคิดว่า มันจะเป็นประสบการณ์ที่สนุกสําหรับเธอ" "ผมรู้สึกละอายใจที่ทําให้ลูกสาวของผมต้องตกอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น ผมรู้สึกโกรธชายที่ก่ออาชญากรรม ผมไม่สามารถให้อภัยเขาได้"

“อายากะ” ไม่ได้เป็นเหยื่อเพียงรายเดียว แต่เธอเป็นหนึ่งในเหยื่อนับไม่ถ้วนของอาชญากรรมการแอบถ่ายภาพใต้กระโปรง และการแอบดูในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นอาชญากรรมที่ระบาดในประเทศมานานแล้ว โปสเตอร์เตือนมักจะเรียงรายตามสถานีรถไฟและอาคารสาธารณะในญี่ปุ่น สมาร์ทโฟนทุกเครื่องที่จําหน่ายในประเทศจะต้องส่งเสียงชัตเตอร์เมื่อมีการถ่ายภาพและวิดีโอ ซึ่งเป็นมาตรการทางอุตสาหกรรมที่ออกแบบมาเพื่อยับยั้งการถ่ายภาพแอบถ่ายในปี 2023 ญี่ปุ่นยังได้ออกกฎหมายทั่วประเทศต่อต้าน "การแอบดูภาพถ่าย" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการยกเครื่องกฎหมายอาชญากรรมทางเพศในวงกว้าง คดีดังกล่าวถูกดําเนินคดีภายใต้ข้อบัญญัติท้องถิ่นที่แตกต่างกันไปทั่วประเทศ

แม้จะมีความพยายามหลายปีในการควบคุมอาชญากรรม แต่ก็ยังคงเป็นหนึ่งในความผิดทางเพศที่พบบ่อยที่สุดของญี่ปุ่น ตํารวจจับกุม 9,237 คนในข้อหาแอบดูทั่วประเทศในปี 2025 ซึ่งเป็นจํานวนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เจ้าหน้าที่ระบุว่าส่วนหนึ่งของการเพิ่มขึ้นนั้นมาจากกฎหมายใหม่ซึ่งขยายขอบเขตของความผิด ความแพร่หลายของสมาร์ทโฟนยังทําให้อาชญากรรมง่ายขึ้นกว่าที่เคย

ญี่ปุ่นนำกฎหมายมาใช้ในปี 2023 ซึ่งการทําให้ "ภาพแอบถ่ายใต้กระโปรง" กลายเป็นอาชญากรรม โดยห้ามการกระทําเช่น การแอบถ่ายใต้กระโปรง แต่ถึงแม้จะมีกฎหมายใหม่ แต่ก็การกระทำดังกล่าวยังคงเป็นหนึ่งในความผิดทางเพศที่พบบ่อยที่สุดในประเทศนี้ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ “คนกระทํา” แม้ว่าผู้กระทําความผิดจะเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็มีเด็กจํานวนมากขึ้นเรื่อยๆข้อมูลของตํารวจแสดงให้เห็นว่าคดีแอบดูที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์เพิ่มขึ้นเกือบหกเท่าในปี 2024 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นอีกครั้งในปี 2025 ซึ่งเป็นปีที่บันทึกการจับกุมที่เกี่ยวข้องกับข้อหาแอบดู ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกฎหมายใหม่ที่ขยายขอบเขตของอาชญากรรม อย่างไรก็ตาม รายงานจากสื่อต่างประเทศอย่างเช่น CNN ชี้ให้เห็นว่า ผู้กระทําความผิดอายุน้อยลงกว่าที่เคย

ตามข้อมูลของตํารวจญี่ปุ่นที่อ้างถึงข่าวของ CNN การแอบดูในหมู่ผู้เยาว์เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มสื่อกล่าวว่า ได้เห็นหลักฐานของเด็กมัธยมต้นหรือมัธยมต้นที่โฆษณาเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กในแอปพลิเคชั่นส่งข้อความเช่น Telegram และ Discord

"ฉันตกใจมากที่รู้ว่าสิ่งนี้เกิดขึ้นในโรงเรียน" Sumire Nagamori ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิเด็กบอกกับ CNN "ผู้กระทําความผิดสามารถเป็นเพื่อนร่วมชั้นได้ และภาพอาจปรากฏทางออนไลน์ได้ด้วย"

"เด็กเล็กสามารถเข้าถึงอุปกรณ์ดิจิทัลได้ก่อนที่จะได้รับการสอนจริยธรรมหรือการรู้เท่าทันดิจิทัล" Nagamori กล่าวต่อ "ก่อนที่พวกเขาจะสามารถแยกแยะความถูกผิดได้ พวกเขาก็มีเครื่องมือที่สามารถใช้ในการทําร้ายผู้อื่นได้อยู่แล้ว"

CNN ได้พูดคุยกับนักจิตอายุรเวทชาวญี่ปุ่นที่เห็นคนที่ถูกส่งมาจากศาลที่ถูกตัดสินว่า มีความผิดในข้อหาแอบดู เธอยืนยันว่า คนเหล่านั้นอายุน้อยลงเรื่อย ๆ "เมื่อฉันเปิดคลินิกนี้เมื่อ 15 ปีที่แล้ว คนไข้ส่วนใหญ่ของฉันเป็นชายวัยกลางคน" Daisuke Nakamura บอกกับ CNN "ตอนนี้ฉันเห็นนักเรียนมัธยมต้น มัธยมปลาย และมหาวิทยาลัยมากขึ้น คนไข้ที่อายุน้อยที่สุดของฉันอายุ 13 หรือ 14 ปี และบางครั้งก็มีนักเรียนชั้นประถมเข้ามา"

เด็ก ๆ ในทศวรรษ 2020 ส่วนใหญ่สามารถเข้าถึงเนื้อหาประเภทใดก็ตามที่พวกเขาจินตนาการได้อย่างไม่มีข้อจํากัด ซึ่งเป็นพัฒนาการที่น่ารําคาญ นําไปสู่ความกังวลอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับพื้นที่ต่างๆ เช่น Manosphere และกระตุ้นให้รัฐบาลดําเนินการ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สหราชอาณาจักรได้ห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปี จากการมีบัญชีโซเชียลมีเดีย รวมถึง YouTube, TikTok และ Instagram

ในญี่ปุ่นสมาร์ทโฟนที่ขายในประเทศจะต้องส่งเสียงเมื่อถ่ายภาพเพื่อต่อสู้กับแอบถ่ายใต้กระโปรง เมื่อต้นเดือนนี้ การแข่งขันวอลเลย์บอลชายหาดชั้นนําของญี่ปุ่น ห้ามถ่ายภาพทั้งหมด หลังจากที่ผู้เล่นแสดงความกังวลเกี่ยวกับภาพแอบถ่าย และภาพที่ "ไม่เหมาะสม" ที่ถ่ายระหว่างการแข่งขัน

แนวโน้มนี้เกิดขึ้นในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่ากรอบกฎหมายของญี่ปุ่นมีปัญหาในการก้าวให้ทันกับความเป็นจริงของการล่วงละเมิดทางเพศทางดิจิทัล ภายใต้กฎหมายปัจจุบัน เนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศเด็กมักถูกดําเนินคดีภายใต้กฎหมายสื่อลามกอนาจารเด็กของญี่ปุ่น แต่นักวิจารณ์กล่าวว่าช่องว่างยังคงอยู่ กฎหมายจะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อมองเห็นอวัยวะเพศของเด็ก ซึ่งหมายความว่าเนื้อหาการล่วงละเมิดทางเพศบางรูปแบบอาจอยู่นอกขอบเขต ซึ่งผู้เชี่ยวชาญบอกกับ CNN ว่า ช่องโหว่เหล่านี้อาจส่งผลให้ผู้กระทําความผิดได้รับโทษที่เบาลงอย่างมาก


ญี่ปุ่นยังเปิดตัวทะเบียนผู้กระทําความผิดทางเพศใหม่ที่อนุญาตให้นายจ้างในวิชาชีพที่ต้องเผชิญกับเด็ก เช่น โรงเรียน สามารถตรวจสอบว่า พนักงานที่จะรับเข้ามาเคยถูกตัดสินว่า มีความผิดฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กหรือไม่ แต่ไม่เหมือนกับสหรัฐอเมริกาตรงที่ประชาชนไม่สามารถเข้าถึงฐานข้อมูลนี้ได้
.
เพื่อทําความเข้าใจให้ดียิ่งขึ้นว่าอะไรเป็นแรงผลักดันให้คนหนุ่มสาวก่ออาชญากรรมเหล่านี้ CNN ใช้เวลาหลายเดือนในการค้นหาผู้กระทําความผิดก่อนหน้านี้ที่เต็มใจพูดคุยเกี่ยวกับประสบการณ์ของพวกเขา “คิมูระ” (นามแฝง) ปัจจุบันอายุ 19 ปี เป็นคนหนึ่งที่ตกลงที่จะพูด ชายคนนี้บอกกับ CNN ว่า ตอนที่เขายังเป็นวัยรุ่น เขาได้เริ่มถ่ายภาพผิดกฎหมายหลังจากเห็นภาพในวิดีโอลามกอนาจารทางออนไลน์ “ผมไม่สามารถหยุดตัวเองได้”

การแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นปัญหาในญี่ปุ่นมาระยะหนึ่งแล้ว ผู้ป่วยก็เพิ่มมากขึ้นด้วย คิมูระกล่าวว่า ความหลงใหลในการแอบถ้ายใต้กระโปรงของเขาเริ่มขึ้นเมื่ออายุ 15 ปี โดยสื่อลามกแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์ที่จัดฉาก หลังจากดูมาหลายเดือนเขาก็อยากลองด้วยตัวเอง เมื่ออายุ 17 ปี เขาบอกว่าเขาพุ่งเป้าไปที่เหยื่อรายแรกของเขา: เด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งบันไดเลื่อนที่ชานชาลารถไฟ "หลังจากทําโดยไม่ถูกจับได้ และรู้สึกตื่นเต้นหลังจากนั้น ผมเลยอยากรู้สึกอีกครั้ง"

ในปีถัดมาเขากําหนดเป้าหมายเหยื่ออีกประมาณ 30 ราย เขาบอกว่าเขาหยุดเมื่อตํารวจพบว่า เขาบุกรุกบ้านส่วนตัวขณะพยายามขโมยกางเกงในของใครบางคนจากราวตากผ้า "ถ้าผมยังไม่ถูกจับได้ในตอนนั้น ผมอาจจะข่มขืนใครสักคนภายในหนึ่งหรือสองปีต่อมา" คิมูระได้ผ่านโครงการป้องกันอาชญากรรมภาคบังคับและการศึกษาใหม่ โดยกล่าวว่า เขาเสียใจอย่างยิ่งกับสิ่งที่เขาทํา "ผมรู้สึกเสียใจจริง ๆ... ตอนนี้ผมสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ผมรู้สึกว่า ต้องแน่ใจว่าผมจะไม่ลืมสิ่งที่ผมเคยทํา"

ครูสอนว่ายน้ำของอายากะถูกตัดสินจําคุกสี่ปี หลังจากถูกตัดสินว่า มีความผิดฐานแอบถ่ายภาพเหยื่อเด็กหลายคน ซูซูกิ พ่อของอายากะกล่าวว่า ครูสอนว่ายน้ำของลูกสาวของเขาถ่ายรูปอนาจารของเธอที่สระว่ายน้ำ "ผู้คนบอกว่า ญี่ปุ่นปลอดภัยมาก แต่ตอนนี้ผมสงสัยว่า อาชญากรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในสถานที่ที่เราไม่เห็นไปกี่ครั้งแล้ว"

สําหรับผู้กระทําความผิดการแอบถ่ายใต้กระโปรงเป็นอาชญากรรมที่เกิดขึ้นโดยใช้เวลาไม่กี่วินาที ซึ่งมักไม่มีใครสังเกตเห็น แต่สําหรับเหยื่อนับไม่ถ้วนที่ถูกละเมิด มันทิ้งรอยแผลเป็นดิจิทัลอย่างเอาถาวรไว้ ซึ่งซูซูกิกลัวว่า จะหลอกหลอนอายากะไปนานหลายปี "ในขณะที่ผู้กระทําความผิดสามารถชดใช้โทษได้ แต่ลูกสาวของผมจะต้องอยู่กับวิดีโอเหล่านี้ไปตลอดชีวิต" "ผมเชื่อว่า เด็ก ๆ เป็นสมบัติล้ำค่าไม่เพียง แต่สําหรับประเทศนี้เท่านั้น แต่สําหรับทุกคน ดังนั้นผมจึงมองว่า มันเป็นงานของเราที่จะหาวิธีปกป้องพวกเขา" ซูซูกิบอกกับ CNN

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

อินโดนีเซีย ติดพายุเศรษฐกิจรอบด้าน!! อินโดนีเซียเผชิญแรงกดดันรอบด้านปี 2026 หลังรูเปียห์ดิ่งแรงสุดรอบหลายปี จุดกังวลลามความเชื่อมั่นอาเซียน สะท้อนวิกฤตศรัทธาต่อเศรษฐกิจใหญ่สุดอาเซียน

เศรษฐกิจของอินโดนีเซียกำลังเผชิญกับภาวะ "Perfect Storm"
หรือ “พายุวิกฤตเศรษฐกิจรอบด้าน”

วิกฤตเศรษฐกิจอินโดนีเซีย ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นเป็นอย่างมาก จนกลายเป็นวิกฤตความเชื่อมั่นที่กระทบต่อทั้งตลาดเงิน ตลาดทุน และเสถียรภาพทางการคลังของประเทศ จนนักวิเคราะห์และสถาบันการเงินต่างจับตามองว่าอาจส่งผลกระทบลูกโซ่มายังภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากอินโดนีเซียมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค (คิดเป็นเกือบ 40% ของ GDP อาเซียน)

ปัจจัยหลักและสัญญาณเตือนภัยที่ทำให้อดีตดาวรุ่งทางเศรษฐกิจรายนี้ตกอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง มีรายละเอียดดังนี้:

1. วิกฤตค่าเงินรูเปียห์ที่ดิ่งเหวครั้งรุนแรงที่สุด
· ดิ่งทุบสถิติ: ค่าเงินรูเปียห์ (Rupiah) อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องมากกว่า 7% ทะลุระดับ 16,600 รูเปียห์ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้ง (ปี 2540) ส่งผลให้เป็นสกุลเงินที่ทำผลงานได้แย่ที่สุดในเอเชีย
· มาตรการฉุกเฉิน: ธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia: BI) ถึงกับต้องประกาศ ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายนอกรอบการประชุมปกติ เพื่อแทรกแซงและพยุงค่าเงินอย่างเร่งด่วน แต่ก็ยังไม่สามารถหยุดยั้งแรงกดดันจากตลาดได้ทั้งหมด

2. วิกฤตศรัทธา "ทุนนอกไหลออก" ทุบตลาดหุ้น-พันธบัตร
· ตลาดหุ้นแย่ที่สุดในโลก: นักลงทุนต่างชาติแห่เทขายและถอนเงินออกจากสินทรัพย์อินโดนีเซียอย่างขนานใหญ่ ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นอินโดนีเซีย (JCI) ดิ่งลงแล้วกว่า 30% กลายเป็นดัชนีตลาดหุ้นที่ทำผลงานย่ำแย่ที่สุดในโลกในเวลานี้
· ตลาดพันธบัตรถูกเทขาย: บอนด์ยิลด์พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากราคาพันธบัตรถูกเทขายอย่างหนัก สะท้อนความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนระยะยาวที่มีต่อเสถียรภาพทางการเงินของรัฐบาล

3. ปัญหาภาระทางการคลัง และ "นโยบายประชานิยมทำพิษ"
· การขาดดุลสะสม: โครงสร้างงบประมาณของอินโดนีเซียมีรายจ่ายโตเร็วกว่ารายได้ รัฐบาลขาดดุลเพิ่มขึ้นทุกปี โดยขยับจากประมาณ 9.4 แสนล้านบาทในปี 2565 ขึ้นมาทะลุ 1.07 ล้านล้านบาท
· แรงกดดันจากนโยบายใหม่: ภายใต้การนำของประธานาธิบดี ปราโบโว ซูเบียนโต มีความกังวลอย่างสูงเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายงบประมาณมหาศาลเพื่อขับเคลื่อนนโยบายประชานิยม (เช่น โครงการแจกอาหารกลางวันฟรีทั่วประเทศ) และแผนการขยายเพดานหนี้สาธารณะขึ้นไปสู่ระดับ 50% ของ GDP ภายใน 5 ปี ทำให้ตลาดกังวลว่าวินัยทางการคลังจะพังทลายลง

4. ปัจจัยภายนอกและโครงสร้างภายในประเทศ
· ผลกระทบจากตะวันออกกลาง: ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสุทธิ (Net Oil Importer) วิกฤตความขัดแย้งและความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้รากฐานต้นทุนพลังงานสูงขึ้น ซ้ำเติมปัญหาเงินเฟ้อภายในประเทศ
· ชนชั้นกลางหดตัวอย่างรุนแรง: ข้อมูลเชิงโครงสร้างชี้ว่า จำนวนประชากรกลุ่มชนชั้นกลางของอินโดนีเซียลดลงจาก 57.3 ล้านคนในปี 2562 เหลือเพียง 47.9 ล้านคน ขยับลงไปเป็นกลุ่มชนชั้นกลางระดับล่างและผู้มีรายได้น้อย ท่ามกลางปัญหาความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น ซึ่งบั่นทอนกำลังซื้อภายในประเทศและการเติบโตของ GDP ที่ส่งสัญญาณชะลอตัวลงเรื่อย ๆ

"อินโดนีเซียปี 2026 จะเกิดวิกฤตแบบปี 1997 หรือไม่" คำตอบคือ มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ยังไม่ถึงระดับวิกฤตแบบปี 1997–1998 คำตอบโดยสรุปจากนักเศรษฐศาสตร์และข้อมูลเชิงประจักษ์คือ "ไม่น่าจะรุนแรงหรือล้มละลายในลักษณะเดิม" เนื่องจากฐานรากทางเศรษฐกิจและระบบป้องกันตนเองในปัจจุบันแข็งแกร่งกว่าอดีตมาก อย่างไรก็ตาม อินโดนีเซียกำลังเผชิญกับ "วิกฤตความเชื่อมั่น (Crisis of Confidence) และความผันผวนระยะสั้น" ที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับตลาดไม่น้อย

เหตุผลที่ "ยังไม่ใช่ปี 1997" ปี 1997 อินโดนีเซียมีจุดอ่อนหลายอย่างพร้อมกัน ได้แก่
· หนี้ต่างประเทศภาคเอกชนจำนวนมาก
· ธนาคารอ่อนแอ
· เงินสำรองระหว่างประเทศต่ำ
· ระบบอัตราแลกเปลี่ยนไม่ยืดหยุ่น
· การกำกับดูแลทางการเงินอ่อนแอ

ความเสี่ยงที่แท้จริง สถานการณ์ปัจจุบันคล้ายกับตุรกีช่วงปี 2018–2022 และอาร์เจนตินาหลายช่วงเวลา
รวมทั้งอินโดนีเซียปี 2013 (Taper Tantrum) มากกว่าที่จะเหมือนปี 1997 กล่าวคือ "วิกฤตความเชื่อมั่นและค่าเงิน" มีโอกาสเกิดได้ แต่ "ระบบการเงินล่มสลายทั้งประเทศ" ยังมีโอกาสต่ำกว่าอย่างมาก วิกฤตของอินโดนีเซียในปี 2026 จึงไม่ใช่ "วิกฤตเชิงโครงสร้างที่ไร้ทางสู้" แบบปี 1997 แต่เป็น "วิกฤตจากปัจจัยระยะสั้นและความเชื่อมั่นของตลาด (Acute Shock)" ตราบใดที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียยังสามารถควบคุมเสถียรภาพของค่าเงินผ่านกลไกอัตราดอกเบี้ย และรัฐบาลสามารถพิสูจน์ได้ว่าการใช้จ่ายงบประมาณนโยบายประชานิยมจะไม่ทำลายวินัยทางการคลัง เศรษฐกิจอินโดนีเซียในปี 2026 ก็จะยังคงเติบโตได้ในระดับประมาณ 5.0% - 5.2% และผ่านพ้นช่วงความผันผวนนี้ไปได้

ปัจจุบัน อินโดนีเซียมีฐานะมหภาคแข็งแรงกว่าอดีตมาก หนี้สาธารณะอยู่ในระดับประมาณ 40% ของ GDP ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศเกิดใหม่ ธนาคารพาณิชย์มีเงินกองทุนสูงกว่าในอดีต IMF ยังประเมินว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียมีความยืดหยุ่น และคาดว่า GDP ปี 2026 จะยังเติบโตใกล้ 5% แม้ความเสี่ยงภายนอกเพิ่มขึ้น
ผลกระทบต่อประเทศไทยและอาเซียน เนื่องจากอินโดนีเซียเป็น "ยักษ์ใหญ่" ของอาเซียน วิกฤตการณ์ครั้งนี้จึงสร้างแรงกระเพื่อมต่อความเชื่อมั่นในหมู่นักลงทุนต่างชาติต่อภูมิภาคอาเซียนในภาพรวม (Contagion Risk)

อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารระดับสูงของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประเมินและให้ความมั่นใจว่า ประเทศไทยยังคงห่างไกลจากวิกฤตค่าเงินในลักษณะเดียวกับอินโดนีเซีย เนื่องจากไทยมีบริบทและโครงสร้างที่ต่างกัน โดยเฉพาะ "เงินสำรองระหว่างประเทศ" ของไทยที่ยังอยู่ในระดับสูงมากและทำหน้าที่เป็นกันชนที่แข็งแกร่ง ต่างจากอินโดนีเซียที่มีระดับเงินสำรองต่ำกว่าและมีความเสี่ยงสะสมทางการคลังมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

‘สีจิ้นผิง’ เยือนเปียงยาง!! จากสงครามที่ถูกลืมสู่เกมมหาอำนาจ จีนขยับคุมสมดุลคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง ตอกย้ำจีนถือไพ่เกาหลีเหนือ ท่ามกลางสงครามเกาหลีที่ยังไม่จบ 73 ปี

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เยือนเกาหลีเหนือ
รู้หรือไม่ว่า สงครามเกาหลียังไม่สงบ แต่อยู่ในสถานะหยุดยิงชั่วคราวมา 73 ปีแล้ว

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน เดินทางเยือนเกาหลีเหนือในวันที่ 8 มิถุนายน 2026 ด้วยเหตุผลเชิงกลยุทธ์หลายประการที่มีความทับซ้อนกันมากกว่าหนึ่งประเด็น การเยือนเปียงยางอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง แห่งจีน เป็นการเยือนเกาหลีเหนือครั้งแรกในรอบเจ็ดปี โดยมีความสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นอย่างมาก

แม้ว่าปักกิ่งและเปียงยางจะระบุอย่างเป็นทางการว่า การเยือนครั้งนี้เป็นการเฉลิมฉลอง "มิตรภาพที่แข็งแกร่งและไม่มีวันแตกสลาย" โดย ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มองว่า การเยือนครั้งนี้มีความสำคัญมากพอที่จะเดินทางด้วยตนเอง ด้วยในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ลดการเดินทางไปต่างประเทศลงอย่างมาก โดยเฉลี่ยแล้วเดินทางไปเพียงประมาณ 6 ครั้งต่อปี ระหว่างปี 2022 ถึง 2025 การที่เขาเป็นฝ่ายเดินทางไปเปียงยาง แสดงให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งที่จีนให้กับการเยือนครั้งนี้ โดยมีแรงจูงใจที่สำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเดินทางของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ดังนี้:
1. เป็นการยืนยันอิทธิพลของจีนเหนือเกาหลีเหนืออีกครั้ง เหตุผลที่สำคัญที่สุดดูเหมือนจะเป็นความกังวลของปักกิ่งที่ว่า คิม จองอุน ได้ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และสหพันธรัฐรัสเซียมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความร่วมมือทางทหารของเกาหลีเหนือกับรัสเซียขยายตัว ทำให้เปียงยางมีแหล่งสนับสนุนทางเศรษฐกิจและทางทหารทางเลือก การเยือนของสี จิ้นผิงส่งสัญญาณว่า จีนต้องการคงสถานะเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดของเกาหลีเหนือ
2. เป็นการเสริมสร้างพันธมิตรเก่าแก่ดั้งเดิม การเยือนครั้งนี้ตรงกับวันครบรอบ 65 ปีของสนธิสัญญาไมตรี ความร่วมมือ และความช่วยเหลือซึ่งกันและกันระหว่างจีนและเกาหลีเหนือปี 1961 ซึ่งยังคงเป็นสนธิสัญญาป้องกันประเทศอย่างเป็นทางการเพียงฉบับเดียวของจีน รัฐบาลทั้งสองประเทศต่างอธิบายการเดินทางครั้งนี้ว่า เป็นการยืนยันพันธมิตรทางประวัติศาสตร์ของทั้งสองประเทศอีกครั้ง ในสงครามเกาหลี จีนส่งทหารจำนวนมหาศาลเข้าร่วมรบกับกองกำลังสหประชาชาติเพื่อช่วยเกาหลีเหนือ โดยทหารจีนเสียชีวิตตามตัวเลขของรัฐบาลจีนเกือบ 200,000 นาย แต่เลขของฝ่ายตะวันตกอยู่ที่ 4-600,000 นาย บาดเจ็บอีกหลายล้านนาย
3. เป็นการจัดการความตึงเครียดด้านความมั่นคงในภูมิภาค จีนต้องการเสถียรภาพในคาบสมุทรเกาหลี ปักกิ่งกังวลว่า โครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธที่กำลังขยายตัวของเกาหลีเหนืออาจกระตุ้นให้สหรัฐฯ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่นตอบโต้ทางทหารที่รุนแรงขึ้น การรักษาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเปียงยางทำให้จีนรักษาช่องทางอิทธิพลในช่วงวิกฤตไว้ได้
4. เพื่อต่อต้านอิทธิพลของสหรัฐฯ ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ ประธานาธิบดีสี เน้นย้ำถึงความร่วมมือในการต่อต้านสิ่งที่แถลงการณ์ของจีนและเกาหลีเหนืออธิบายว่าเป็น "การครอบงำ" และแรงกดดันจากภายนอก จีนมองว่า เกาหลีเหนือเป็นกันชนทางยุทธศาสตร์ระหว่างตนเองกับกองกำลังทหารของสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในเกาหลีใต้และญี่ปุ่น การเดินทางของประธานาธิบดีสี เกิดขึ้นหลังจากมีการเจรจาทางการทูตระดับสูงในปักกิ่ง ซึ่งเขาได้ต้อนรับทั้งประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เพิ่มอำนาจต่อรองทางภูมิศาสตร์การเมือง การปรากฏตัวในเปียงยาง ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ต้องการแสดงให้วอชิงตันเห็นว่า จีนเป็นผู้ถือไพ่ตายสำคัญที่สุดในด้านความมั่นคงของเอเชียตะวันออก อันเป็นการส่งสัญญาณว่า การแก้ไขปัญหาทางการทูตอย่างยั่งยืนเกี่ยวกับคาบสมุทรเกาหลีหรือโครงสร้างความมั่นคงในภูมิภาคจะต้องผ่านปักกิ่งโดยตรง
5. เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของจีนในการทูตระดับโลก การเดินทางครั้งนี้เกิดขึ้นไม่นานหลังจากมีการประชุมระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ และรัสเซีย การรักษาความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับเปียงยางทำให้ปักกิ่งมีอิทธิพลเพิ่มเติมในการหารือเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาค การคว่ำบาตร ประเด็นนิวเคลียร์ และการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ และจีนในวงกว้าง

การเยือนของสี จิ้นผิง มีจุดประสงค์หลักเพื่อทำให้มั่นใจว่า เกาหลีเหนือยังคงอยู่ในอิทธิพลทางยุทธศาสตร์ของจีน และไม่ห่างเหินไปทางรัสเซียมากเกินไป พร้อมทั้งเสริมสร้างบทบาทของจีนในฐานะผู้มีบทบาทสำคัญในการเจรจาต่อรองในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ โดย ท่านผู้อ่านจำนวนมากอาจไม่ทราบว่า สถานะปัจจุบันของสงครามเกาหลี (1950–1953) ยังไม่สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ด้วยสถานะปัจจุบัน ในทางเทคนิคแล้วสงครามยังคงดำเนินอยู่ แต่ยุติลงด้วยข้อตกลงหยุดยิงที่ลงนามเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 1953 การลงนามในข้อตกลงหยุดยิงเกาหลี ผู้ลงนามได้แก่ กองบัญชาการสหประชาชาติ (นำโดยสหรัฐอเมริกา) กองทัพประชาชนเกาหลีเหนือ และกองกำลังอาสาสมัครประชาชนจีน แต่ผู้ไม่ลงนามคือ ประธานาธิบดีซิงมัน รี แห่งเกาหลีใต้ (ในขณะนั้น) ซึ่งปฏิเสธที่จะลงนาม เนื่องจากเขาคัดค้านการแบ่งแยกคาบสมุทร ทำให้การหยุดยิงถูกออกแบบมาเพื่อ "รับประกันการยุติการสู้รบอย่างสมบูรณ์" จนกว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพขั้นสุดท้ายได้ เนื่องจากไม่เคยมีการทำสนธิสัญญาสันติภาพอย่างเป็นทางการ ซึ่งหมายความว่า เกาหลีทั้งสองยังคงอยู่ในสถานะสงครามภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ

ข้อตกลงหยุดยิงได้จัดตั้งเขตปลอดทหารเกาหลี (DMZ) ซึ่งเป็นเขตกันชนกว้างประมาณ 4 กิโลเมตร ทอดยาวประมาณ 250 กิโลเมตรข้ามคาบสมุทรใกล้เส้นขนานที่ 38 แยก เกาหลีเหนือ และ เกาหลีใต้ ออกจากกัน ยังคงเป็นหนึ่งในพรมแดนที่มีการป้องกันอย่างแน่นหนาที่สุดในโลก โดยสถานการณ์ปัจจุบันในคาบสมุทรเกาหลี:
· เกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ถูกแบ่งแยกอย่างเป็นทางการและมีรัฐบาล กองทัพ และเศรษฐกิจแยกจากกัน
· สหรัฐฯ คงกำลังทหารประมาณ 28,500 นายในเกาหลีใต้ภายใต้สนธิสัญญาป้องกันร่วมกัน เกาหลีเหนือได้พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ โดยทำการทดสอบหลายครั้งในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา
· มีการเจรจาทางการทูตเป็นระยะ (รวมถึงการประชุมสุดยอดระหว่างทรัมป์และคิมในปี 2018-2019) แต่ยังไม่มีข้อตกลงที่ยั่งยืน โดยเกาหลีเหนือทำการทดสอบขีปนาวุธเป็นประจำและได้เพิ่มระดับการข่มขู่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
· ปัจจุบัน ความตึงเครียดยังคงอยู่ในระดับสูง โดยเกาหลีเหนือได้กระชับความร่วมมือทางทหารกับรัสเซีย (รวมถึงมีรายงานว่าจัดหาลูกกระสุนปืนใหญ่และกำลังพลสำหรับสงครามในยูเครน) และเกาหลีใต้ตอบโต้ด้วยการพิจารณาใหม่เกี่ยวกับท่าทีด้านความมั่นคงของตนเอง

สำหรับสหรัฐอเมริกา สงครามนี้มักถูกเรียกว่า "สงครามที่ถูกลืม" แต่สถานะที่ยังไม่ยุติของสงครามนี้ยังคงส่งผลต่อภูมิศาสตร์การเมืองในเอเชียตะวันออกมาจนถึงทุกวันนี้

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล

สหรัฐฯ ปิดยุค “ขึ้นรถฟรี” ในเอเชีย!! Shangri-La Dialogue 2026 สะเทือนอินโด-แปซิฟิก Pete Hegseth ประกาศยุคใหม่ความมั่นคงเอเชีย สหรัฐฯ กดดันพันธมิตรเพิ่มงบทหารสกัดจีน ท่ามกลางโจทย์เศรษฐกิจและแรงกดดันเลือกข้าง

ประเด็นร้อนจากเวทีความมั่นคง “IISS Shangri-La Dialogue 2026” ที่สิงคโปร์เมื่อปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา ถือเป็นสัญญาณเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลในสมัยที่สองของประธานาธิบดี Donald Trump โดย Pete Hegseth รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสงครามของสหรัฐฯ ได้ส่งสารอย่างตรงไปตรงมาถึงชาติพันธมิตรในเอเชียแปซิฟิก

ด้วยการเรียกร้องให้ชาติพันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม เพื่อรับมือกับอิทธิพลและการขยายกำลังทางทหารของจีน โดยกล่าวในการประชุมดังกล่าวว่า ภัยคุกคามจากจีนมีความ “จริงจังและอาจใกล้เข้ามา” โดยเฉพาะในประเด็นของ “ไต้หวัน” และ “ความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก” สาระสำคัญและนัยยะเบื้องหลังการกดดันให้เพิ่มงบประมาณกลาโหมในครั้งนี้ สามารถสรุปได้เป็น 4 ประเด็นหลักจากคำปราศรัยของ Hegseth ได้แก่

.

1.  ขณะนี้ หมดยุค "ขึ้นรถฟรี" (End of the Free Ride) ของชาติพันธมิตรสหรัฐฯ แล้ว Hegseth ได้ส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า สหรัฐฯ จะไม่ยอมแบกรับค่าใช้จ่ายในการปกป้องชาติ สหรัฐฯ คาดหวังให้พันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณกลาโหมขึ้นเป็น 3.5-5% ของ GDP (ซึ่งเป็นตัวเลขที่ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับมาตรฐานเดิมของหลายประเทศ) สหรัฐฯ ต้องการเปลี่ยนสถานะจาก “ผู้ปกป้อง (Protectorate)” มาเป็น “หุ้นส่วนที่รับผิดชอบร่วมกัน (Shared Responsibility)” โดย Hegseth ได้กล่าวชื่นชม “เกาหลีใต้” และ “ญี่ปุ่น” ที่ได้เริ่มขยับตัวเพิ่มงบประมาณในลักษณะนี้ไปแล้ว เขายังได้ระบุว่า จีนกำลังเร่งพัฒนาศักยภาพทางทหาร และพยายามเปลี่ยนดุลอำนาจในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

2.  ย้ำว่าสหรัฐฯ จะยังคงมีบทบาทในภูมิภาค และไม่ปล่อยให้จีนครอบงำความมั่นคงในเอเชีย

3.  สนับสนุนให้พันธมิตรมีความพึ่งพาตนเองทางทหารมากขึ้น และแบ่งเบาภาระจากสหรัฐฯ

4.  การสกัดกั้นการแผ่อิทธิพลและการสะสมกำลังรบของจีน แม้ Hegseth จะเปิดเผยว่า ความ

สัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างสหรัฐฯ-จีนในปัจจุบันนั้น “ดีขึ้นกว่าหลายปีที่ผ่านมา” แต่ในเชิงยุทธศาสตร์ สหรัฐฯ ยังคงมองจีนเป็นคู่แข่งหลัก (หลังจากการ Summit ระหว่างประธานาธิบดี Trump และประธานาธิบดีสีจิ้นผิง แล้วก็ตาม) โดยสหรัฐฯ ได้ชี้ว่า ภูมิภาคนี้กำลังมีความ “ตื่นตระหนกที่สมเหตุสมผล” ต่อการสะสมกำลังทางทหารครั้งประวัติศาสตร์ของจีน การกดดันให้พันธมิตรเพิ่มงบฯ จึงมีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ดุลอำนาจที่มั่นคง (Stable Equilibrium)” เพื่อไม่ให้มีมหาอำนาจรายใดรายหนึ่ง (ซึ่งหมายถึงจีน) เข้ามาครอบงำหรือควบคุมเส้นทางยุทธศาสตร์ในพื้นที่ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกได้

5.  การปรับท่าทีต่อประเด็น “ไต้หวัน” สิ่งที่นักวิเคราะห์ในเวที “IISS Shangri-La Dialogue 2026” ตั้งข้อสังเกตมากที่สุดคือ สุนทรพจน์ของ Hegseth ในครั้งนี้ ไม่มีการกล่าวถึง “ไต้หวัน” โดยตรง ซึ่งต่างจากปีก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง ท่าทีที่ดูอ่อนลงนี้สอดคล้องกับแนวทางของทรัมป์ที่เคยมองว่าประเด็นไต้หวันและยอดขายอาวุธอาจเป็น “เบี้ยในการต่อรอง” (Negotiating Chip) กับจีน

อย่างไรก็ตาม  Hegsethระบุว่าการตัดสินใจเรื่องการขายอาวุธให้ไต้หวันในอนาคตจะขึ้นอยู่กับประธานาธิบดี Trump โดยตรง แต่ก็ได้ย้ำว่า สหรัฐฯ ยังคงยึดมั่นในความมั่นคงของแนวปิดล้อมเกาะชั้นที่หนึ่ง (First Island Chain)

6.  ยุทธศาสตร์พึ่งพาอินเดียและพันธมิตรแบบกลุ่มย่อย นอกจากความพยายามผลักดันโครงการโดรนใต้น้ำร่วมกับกลุ่ม AUKUS (สหรัฐฯ, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย) แล้ว  Hegseth ยังได้ยกย่อง “อินเดีย” ว่าเป็น “สมอหลักที่สำคัญ (Critical Anchor)” ในการรักษาสมดุลอำนาจในมหาสมุทรอินเดียและเอเชียใต้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐฯ กำลังกระจายภาระทางทหารให้เครือข่ายพันธมิตรในพื้นที่ให้รับไปบริหารจัดการกันเองให้มากขึ้น

ในอีกด้านหนึ่ง หลายประเทศในเอเชียยังคงพยายามรักษาสมดุลระหว่างความร่วมมือด้านความมั่นคงกับสหรัฐฯ และความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน ซึ่งเป็นคู่ค้ารายสำคัญของภูมิภาค ซึ่งคำปราศรัยของ Hegseth สะท้อนแนวทางของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ต้องการให้พันธมิตรรับผิดชอบด้านความมั่นคงมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ถ่วงดุลอำนาจจีนในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก

บทสรุปสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (รวมถึงไทย) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก: สุนทรพจน์ของ Hegseth ได้สร้างความอึดอัดใจให้แก่กลุ่มประเทศอาเซียนไม่น้อย เพราะการบีบให้เลือกข้าง และกดดันให้เพิ่มงบประมาณทางการทหารท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัว เป็นโจทย์ที่ท้าทายมาก ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีของสหรัฐฯ ที่เน้นเรื่องการเพิ่มขีดความสามารถในการทำลายล้าง (Lethality) และการครองความได้เปรียบ ยิ่งทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าภูมิภาคนี้อาจกลายเป็นพื้นที่เผชิญหน้าทางยุทธศาสตร์ที่เปราะบางมากยิ่งขึ้น

“IISS Shangri-La Dialogue” (การประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงเอเชีย) คือเวทีการประชุมระดับรัฐมนตรีกลาโหม ผู้นำทางทหาร และผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ โรงแรม Shangri-La ประเทศสิงคโปร์ เพื่อหารือและหาแนวทางรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกการประชุมนี้ดำเนินการโดย International Institute for Strategic Studies (IISS) ซึ่งเป็นสถาบันคลังสมองด้านการต่างประเทศและความมั่นคงชั้นนำ โดยมีลักษณะที่โดดเด่นและเป้าหมายการทำงานดังนี้:

·  ผู้เข้าร่วมประชุมระดับสูง: เป็นการรวมตัวของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด และผู้กำหนดนโยบายจากประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก อเมริกาเหนือ ยุโรป และภูมิภาคอื่นๆ

·  การทูตและการเจรจา (Defense Diplomacy): เปิดโอกาสให้เกิดการประชุมเต็มคณะ (Plenary Sessions) เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองระดับนโยบาย และยังเป็นพื้นที่สำคัญในการจัดประชุมทวิภาคี (Bilateral Meetings) แบบปิดนอกรอบเพื่อคลี่คลายความตึงเครียดหรือสร้างพันธมิตร

·  การเป็นเวทีพบปะนอกรอบ: มีความสำคัญมากในการเปิดโอกาสให้ผู้แทนจากประเทศมหาอำนาจ (เช่น สหรัฐอเมริกาและจีน) ได้พูดคุยเจรจาเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและลดความขัดแย้งทางทหาร

·  การหารือในประเด็นเฉพาะ: นอกจากวาระหลักแล้ว ยังมีการแบ่งกลุ่มย่อย (Breakout Sessions) เพื่อถกเถียงปัญหาความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น ความมั่นคงทางไซเบอร์ เทคโนโลยีทางการทหาร และข้อพิพาททางทะเล ฯลฯ

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

NATO เติมปีกให้ยูเครน!! ยูเครนยกระดับกำลังรบทางอากาศ รับเครื่องบินจากยุโรปหลายแบบ เปิดรายชื่อชาติส่ง F-16–Mirage–MiG-29 หนุนศึกทางอากาศกับรัสเซีย

สมาชิก NATO ชาติใดบ้างที่มอบ (บริจาค) เครื่องบินขับไล่ให้กับยูเครน

หลายประเทศสมาชิก NATO ได้ส่งหรือให้คํามั่นสัญญาเครื่องบินรบไปยังยูเครนเพื่อทำสงครามกับรัสเซีย

เดนมาร์ก และ เนเธอร์แลนด์ เป็นสองประเทศแรกที่ส่งมอบเครื่องบินขับไล่แบบ F-16 ให้กับยูเครนในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของยูเครนประกาศว่าได้รับฝูงบิน F-16 ชุดใหม่จากเนเธอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ให้คํามั่นว่าจะส่ง F-16s จำนวน 24 ลำระหว่างปี 2024–2025 เดนมาร์ก นอกจากมอบเครื่องบินขับไล่แบบ F-16 แล้ว ยังช่วยฝึกนักบินยูเครนอีกด้วย นอกจากนั้น นอร์เวย์และเบลเยี่ยมให้คํามั่นว่าจะมอบเครื่องบินขับไล่แบบ F-16 ให้กับยูเครน พร้อมการสนับสนุน

ฝรั่งเศส ส่งมอบเครื่องบินขับไล่มิราจ 2000-5 อย่างเป็นทางการชุดแรกให้กับยูเครนเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดย Lecornu รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมฝรั่งเศส ยืนยันการฝึกนักบินยูเครนนานหลายเดือน โดยฝรั่งเศสได้ช่วยเหลือยูเครนในการปกป้องน่านฟ้าของตน

โปแลนด์ เป็นสมาชิก NATO ชาติแรกที่จัดหาเครื่องบินรบให้กับยูเครน โดยได้มอบเครื่องบินขับไล่ MiG-29 ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2023 ต่อมา สโลวาเกีย ได้ร่วมกับโปแลนด์ส่งมอบฝูงบินรบ MiG-29 ยุคโซเวียตอีก 13 ลําไปให้ยูเครน

สวีเดน ประกาศว่าจะมอบเครื่องบินขับไล่แบบ Gripen รุ่น C/D จำนวน 16 ลำให้กับยูเครน และได้ลงนามในจดหมายแสดงเจตจํานงในปี 2025 ซึ่งอาจเป็นพื้นฐานสําหรับข้อตกลงในอนาคตที่ครอบคลุมการจัดหาเครื่องบินขับไล่แบบ Gripen ราว 100 ถึง 150 ลํา แม้ว่าจะมีคำเตือนถึงการส่งมอบเครื่องบินรบ Gripen E/F รุ่นใหม่ซึ่งกว่าจะได้รับ น่าจะใช้เวลาอีกหลายปี

โดยประเทศที่ส่งเครื่องบินขับไล่ให้กับยูเครนแล้วได้แก่ เนเธอร์แลนด์ เดนมาร์ก (F-16) ฝรั่งเศส (มิราจ 2000) โปแลนด์ และสโลวาเกีย (MiG-29s) ส่วนสหรัฐฯ เพียงแต่อนุมัติและสนับสนุนในการถ่ายโอน F-16 การฝึกนักบิน และจัดหาระบบอาวุธ แต่ไม่ได้มอบเครื่องบินรบของตนเองให้กับยูเครนโดยตรงแม้แต่ลำเดียว

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

กับดักธูซิดิดิส!! คำเตือน ‘สีจิ้นผิง’ ถึง ‘ทรัมป์’ เมื่อจีนผงาด–สหรัฐฯ หวาดระแวง เสี่ยงชนวนสงครามมหาอำนาจ ต้องระวังเกมแข่งขันมหาอำนาจ

กับดักธูซิดิดิส (The Thucydides Trap)

ระหว่างการเดินทางไปเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนของเมื่อประธานาธิบดี Donald Trump ประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ได้กล่าวถึง "กับดักธูซิดิดิส" อันเป็นกรอบแนวคิดที่โด่งดังที่สุดกรอบหนึ่งในภูมิรัฐศาสตร์สมัยใหม่ เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ที่ตึงเครียดและแข่งขันกันระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน

“ดักธูซิดิดิส” เป็นแนวคิดที่ ศ.ดร. Graham Tillett Allison Jr. (the Douglas Dillon Professor of Government at the John F. Kennedy School of Government at Harvard University) นักรัฐศาสตร์ (อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่ากรกรทรางกลาโหมด้านนโยบายและแผนในสมัยประธานาธิบดี Bill Clinton) ได้บัญญัติขึ้น โดยอ้างอิงจากบันทึกของ Thucydides นักประวัติศาสตร์ชาวกรีกโบราณ ผู้เขียนเกี่ยวกับสงครามเพโลปอนเนเซียน (ศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล) ซึ่งเป็นแนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อธิบายถึงความตึงเครียดอันตรายที่เกิดขึ้นเมื่อมหาอำนาจที่กำลังเติบโตที่อาจจะเข้ามาแทนที่มหาอำนาจเดิมที่มีอยู่แล้ว แนวคิดนี้คือ ความตึงเครียดเชิงโครงสร้างมักจะนำไปสู่ความขัดแย้ง บางครั้งถึงกลายเป็นสงคราม ศ. Allison ทำให้คำนี้เป็นที่รู้จักในวงกว้างในหนังสือของเขาชื่อ Destined for War ซึ่งเขาได้ศึกษาตัวอย่างทางประวัติศาสตร์และโต้แย้งว่าการแข่งขันที่คล้ายคลึงกันหลายครั้งและจบลงด้วยสงคราม

Thucydides กล่าวไว้ว่า: “การผงาดขึ้นของนครรัฐเอเธนส์ และความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในนครรัฐสปาร์ตาทำให้สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้” ข้อคิดนี้เป็นรากฐานของ “กับดัก” ของมหาอำนาจที่กำลังเติบโตก้าวหน้าทางเศรษฐกิจ การทหาร หรือการเมือง แล้วมหาอำนาจที่เดิมมีอยู่แล้วรู้สึกถูกคุกคามจาก

ความกลัว ความไม่ไว้วางใจ และการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น แม้แต่ความขัดแย้งเล็ก ๆ ก็สามารถบานปลายกลายเป็นสงครามใหญ่ได้ ไม่ใช่ว่า สงครามจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ความเสี่ยงจะสูงขึ้นมาก

แนวคิดหลัก Thucydides เขียนว่า สงครามระหว่างเอเธนส์และสปาร์ตาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากความรุ่งเรืองของเอเธนส์และความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นในสปาร์ตา ศ. Allison ได้ขยายแนวคิดนี้ไปสู่ทฤษฎีเชิงโครงสร้าง: เมื่ออำนาจที่กำลังเติบโตคุกคามที่จะเข้ามาแทนที่อำนาจที่ปกครองอยู่ ผลลัพธ์มักจะเป็นสงคราม ซึ่งแทบจะคาดเดาได้

รูปแบบทางประวัติศาสตร์ งานวิจัยของ ศ. Allison ได้ศึกษาตรวสอบกรณีลักษณะนี้ ซึ่งอำนาจที่กำลังเติบโตได้ท้าทายอำนาจเดิมที่มีอยู่ในช่วง 2,500 ปีที่ผ่านมา ใน 12 กรณีจาก 16 กรณีนั้น ผลลัพธ์คือ สงคราม อาทิ สงครามโลกครั้งที่ 1 (เยอรมนี vs. สหราชอาณาจักร) สงครามนโปเลียน (ฝรั่งเศส vs. สหราชอาณาจักร) ยกเว้น 4 กรณี ที่สามารถหลีกเลี่ยงสงครามได้ (ผ่านทางการทูต การปรับตัว หรือการยับยั้งชั่งใจ) เช่น สงครามเย็น (สหรัฐอเมริกา vs. สหภาพโซเวียต) การผงาดขึ้นมาของสหรัฐอเมริกาเข้ามาแทนที่อังกฤษในต้นศตวรรษที่ 20 โดยอาศัยความเป็นผู้นำทางการเมืองที่ยอดเยี่ยม และเงื่อนไขที่เอื้ออำนวย

การประยุกต์ใช้ในยุคปัจจุบัน แนวคิดนี้มักถูกนำไปใช้กับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนในปัจจุบัน:

- จีนเป็นมหาอำนาจที่กำลังผงาด ทั้งทางเศรษฐกิจ การทหาร และเทคโนโลยี

- สหรัฐอเมริกาเป็นมหาอำนาจเดิมที่อยู่มาหลายทศววรรษแล้ว และกำลังถูกท้าทาย

ความกลัว การคำนวณผิดพลาด และแรงกดดันทางการเมืองภายในประเทศของทั้งสองฝ่าย สะท้อนให้เห็นถึงเงื่อนไขเชิงโครงสร้างที่ Thucydides ได้ระบุไว้ โดยจุดแตกหักคือ

-การครอบงำทางการค้า ความเหนือกว่าทางเทคโนโลยี (AI, ชิป) และข้อพิพาททางดินแดนในทะเลจีนใต้หรือไต้หวัน

-อันตรายอาจเกิดจาก ความขัดแย้งโดยบังเอิญ เช่น การปะทะกันทางทะเล หรือการปะทะกันในพื้นที่ ซึ่งอาจบานปลายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ เพราะทั้งสองฝ่ายรู้สึกว่าไม่สามารถ "ถอย" ได้โดยไม่สูญเสียสถานะในเวทีโลก

สามารถหลีกเลี่ยงกับดักนี้ได้หรือไม่?

Thucydides เองก็ไม่ได้ให้ความหมายว่า สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทางคณิตศาสตร์ แต่หมายความว่า ความตึงเครียดเชิงโครงสร้างทำให้มีโอกาสสูงที่จะเกิดสงคราม โดยการหลีกเลี่ยงกับดักนี้ต้องอาศัย:

-การทูตเชิงลึก: ความเข้าใจ "เส้นแดง" ของฝ่ายตรงข้าม

-ผลประโยชน์ร่วมกัน: ความร่วมมือในประเด็นระดับโลก เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือการป้องกันโรคระบาด

-กลไกการควบคุมเชิงสถาบัน: การใช้องค์กรระหว่างประเทศเพื่อไกล่เกลี่ยข้อพิพาทก่อนที่จะถึงจุดเดือด

"เมื่ออำนาจที่กำลังเติบโตคุกคามที่จะเข้ามาแทนที่อำนาจที่ปกครองอยู่ ความตึงเครียดเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นจะทำให้การปะทะกันอย่างรุนแรงกลายเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่ข้อยกเว้น" Graham Tillett Allison Jr.

ทำไมถึงเป็น "กับดัก" ด้วยอันตรายไม่ได้อยู่ที่การรุกรานด้วยกำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะทั้งสองฝ่ายอาจไม่ได้ต้องการสงคราม แต่พลวัตเชิงโครงสร้าง (การแข่งขันด้านอาวุธ แรงกดดันจากชาตินิยม การพัวพันกับพันธมิตร เหตุการณ์ในทะเลหรือในดินแดนพิพาท) สามารถดึงพวกเขาเข้าสู่ความขัดแย้งได้อยู่ดี มันเป็นกับดักก็เพราะมันให้ความรู้สึกว่าหลีกเลี่ยงไม่ได้ “กับดักธูซิดิดิส” จึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวผู้นำหรือเหตุการณ์โดยเฉพาะเจาะจง แต่เกี่ยวกับแรงกดดันเชิงโครงสร้างในทางการเมืองระดับโลก ซึ่งเน้นให้เห็นว่า ความกลัวและการคำนวณผิดพลาด ไม่ใช่แค่ความก้าวร้าวเท่านั้น ที่สามารถผลักดันให้เกิดความขัดแย้งได้

นักวิชาการบางคนโต้แย้งว่า ทฤษฎีนี้กำหนดชะตามากเกินไปและให้ความสำคัญกับการทูตและสถาบันน้อยเกินไป การเลือกกรณีศึกษาถูกตั้งข้อสงสัยว่า ไม่ใช่ทั้ง 16 กรณีจะเป็นตัวอย่างเปรียบเทียบที่แท้จริง นักวิชาการหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า อาวุธนิวเคลียร์ได้เปลี่ยนแปลงการคำนวณขั้นพื้นฐานไปแล้วเมื่อเทียบกับยุคกรีกโบราณ

อย่างไรก็ตาม “กับดักธูซิดิดิส” ยังคงเป็นหนึ่งในกรอบความคิดที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวางที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสำหรับการคิดเกี่ยวกับการแข่งขันของมหาอำนาจในศตวรรษที่ 21

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

ญี่ปุ่นจ่อคืนเงามหาอำนาจทหาร? จากมาตรา 9 สู่กองทัพยุคใหม่ พรรค LDP ค่อย ๆ ขยับญี่ปุ่นเข้าใกล้มหาอำนาจทางทหาร เปิดมรดก LDP จากคิชิ–อาเบะ–ทากาอิจิ สายอำนาจอนุรักษนิยมที่ผลักญี่ปุ่นสู่รัฐมั่นคงเข้มข้น

"ญี่ปุ่น มหาอำนาจทางทหาร" มรดกบาปของพรรค LDP

หลังจากความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้การยึดครองของกองทัพสัมพันธมิตรนำโดยสหรัฐฯ ภายใต้พลเอก Douglas MacArthur ได้มีการยกร่างรัฐธรรมนูญของญี่ปุ่นขึ้นมาใหม่ในปี 1947 โดยมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่นเป็นการจำกัดอำนาจทางทหาร อันเนื่องมาจากผลโดยตรงจากบทบาทของญี่ปุ่นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งมีใจความสำคัญอยู่ 3 ประการคือ:

1.  ปฏิเสธสงครามโดยสิ้นเชิง หลังจากความเสียหายรุนแรงในสงคราม เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนใหม่ว่า

“ญี่ปุ่นจะไม่ใช้สงครามเป็นเครื่องมือแก้ปัญหาระหว่างประเทศ” มาตรา 9 จึงระบุชัดว่า ญี่ปุ่นได้ขอ “สละสิทธิในการทำสงคราม”

2.  ป้องกันการฟื้นตัวของลัทธิทหารนิยม ก่อนปี 1945 ญี่ปุ่นอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพอย่างมาก ซึ่ง

นำไปสู่การขยายอำนาจและการทำสงคราม มาตรา 9 จึงถูกออกแบบมาเพื่อจำกัดบทบาทของกองทัพ ไม่ให้กลับมามีอำนาจทางการเมืองหรือขยายกำลังทางทหารเหมือนที่เกิดขึ้นในอดีต

3.  อิทธิพลจากการยึดครองของสหรัฐฯ หลังสงคราม ญี่ปุ่นอยู่ภายใต้การยึดครองของ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แนวคิด “รัฐสันติ” (Pacifism) จึงถูกบรรจุเข้าไปในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน

พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น ก่อตั้งขึ้นในปี 1955 จากการรวมตัวของพรรคการเมืองฝ่ายอนุรักษนิยม 2 พรรคใหญ่ คือ พรรค Liberal กับ พรรค Japan Democratic นับตั้งแต่ญี่ปุ่นมีรัฐธรรมนูญฯ ฉบับปัจจุบันในปี 1947 จนถึงปัจจุบันปี 2026 พรรค LDP ได้เป็นรัฐบาลครองอำนาจนานกว่า 65 ปี จากทั้งหมด 79 ปี นโยบายพรรค LDP สนับสนุนให้ JSDF ให้แข็งแกร่งยิ่งขี้น โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:

การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 9 เป้าหมายสูงสุดของสมาชิกสายเหยี่ยวในพรรค LDP คือการแก้ไข

มาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อรับรองสถานะของกองกำลังป้องกันตนเอง (JSDF) ให้เป็นกองทัพที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์ และลดข้อจำกัดในการปฏิบัติการทางทหาร เพื่อให้ญี่ปุ่นสามารถตอบโต้ภัยคุกคามในภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การเพิ่มงบประมาณกลาโหม ภายใต้การนำของรัฐบาลจากพรรค LDP ญี่ปุ่นได้ประกาศแผนการเพิ่ม

งบประมาณด้านกลาโหมขึ้นเป็น 2% ของ GDP ภายในปี 2027 (เป็นไปตามมาตรฐาน NATO) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ จากเดิมที่เคยจำกัดไว้ที่ประมาณ 1% มาโดยตลอด จัดทำยุทธศาสตร์ "Free and Open Indo-Pacific" ซึ่งพรรค LDP พยายามผลักดันให้ญี่ปุ่นกลายเป็น "ผู้เล่นหลัก" ในการรักษา/จัดระเบียบโลก ด้วยการสร้างความร่วมมือที่แน่นแฟ้นกับสหรัฐฯ และกลุ่ม QUAD (สหรัฐฯ, ญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย, อินเดีย) เพื่อคานอำนาจกับการขยายอิทธิพลของจีน และการทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

อุปสรรคและความท้าทาย แม้ว่า พรรค LDP จะมีความต้องการดังกล่าว แต่ยังมีปัจจัยถ่วงดุลที่

สำคัญ ได้แก่:

- กระแสสังคม: ชาวญี่ปุ่นจำนวนมากยังคงยึดมั่นในลัทธิสันตินิยม (Pacifism) และกังวลว่าการกลับมา

เป็นมหาอำนาจทางทหารอาจนำไปสู่ความขัดแย้ง

- พรรคร่วมรัฐบาล: พรรค Komeito ซึ่งเป็นพันธมิตรของ LDP มักจะมีท่าทีที่ระมัดระวังและคอยเบรก

นโยบายทางการทหารที่ดูรุนแรงเกินไป

- เศรษฐกิจ: ภาระหนี้สาธารณะที่สูงและสังคมผู้สูงอายุ ทำให้เกิดคำถามว่าญี่ปุ่นจะสามารถแบกรับ

งบประมาณทหารในระยะยาวได้อย่างไร

ดังนั้น พรรค LDP ไม่ได้ต้องการเพียงแค่ "อาวุธยุทโธปกรณ์" หากแต่ยังต้องการเปลี่ยนสถานะจากประเทศที่พึ่งพาความคุ้มครองจากผู้อื่น มาเป็นประเทศที่มีอำนาจในการป้องปรามและสามารถดำเนินนโยบายต่างประเทศด้วยกำลังของตนเองมากขึ้น

“ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจทางทหาร” ถือเป็นสุดยอดแห่งความมุ่งหมายและความปรารถนาของพรรค LDP พรรค LDP กับมหาอำนาจทางทหาร ความสัมพันธ์ระหว่างพรรค LDP กับ “มหาอำนาจทางทหาร” ต้องเข้าใจด้วยว่า แม้ญี่ปุ่นเองไม่ใช่มหาอำนาจทางทหารแบบดั้งเดิม แต่พรรค LDP เป็นผู้กำหนดให้ญี่ปุ่นมีบทบาทด้านความมั่นคง “มากขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป” ภายใต้ข้อจำกัดทางกฎหมาย ตามมาตรา 9 ของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งญี่ปุ่นต้องพึ่งพามหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา

รูปแบบในการสืบทอดแนวคิด "ญี่ปุ่น มหาอำนาจทางทหาร" ซึ่งเป็นมรดกบาปจากรุ่นสู่รุ่นของพรรค LDP เริ่มจาก “โนบุสุเกะ คิชิ” ผู้ร่วมก่อตั้งและหัวหน้าพรรค LDP คนที่ 3 เขาเป็นอดีตข้าราชการระดับสูงในยุคจักรวรรดิญี่ปุ่น และเคยมีบทบาทในรัฐบาลช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาถูกจับในฐานะผู้ต้องสงสัยอาชญากรรมสงคราม (แต่ไม่ได้ถูกตัดสินลงโทษ) ต่อมาเขากลับเข้าสู่การเมืองและเป็นนายกรัฐมนตรี (1957–1960) และผลักดันแนวคิดสำคัญ เช่น การฟื้นความมั่นคงและรัฐชาติหลังสงคราม และสนับสนุนสนธิสัญญาความมั่นคงสหรัฐ–ญี่ปุ่น จากจุดนี้เองที่ทำให้เขาถูกมองว่าเป็น “สายอนุรักษนิยมจัด” และมีภาพเชื่อมกับลัทธิทหาร

การสืบทอดแนวคิดดังกล่าว ในเชิงการเมือง ค่อนข้างเด่นชัดในยุคที่ “ชินโซ อาเบะ” เป็นหัวหน้าพรรค LDP และเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น โดยอาเบะเป็นหลานตาของ “คิชิ” แนวคิดหลักของอาเบะได้แก่:

-การเพิ่มบทบาทกองกำลังป้องกันตนเอง (Self-Defense Forces)

- การผลักดัน “รัฐญี่ปุ่นที่เข้มแข็ง” มากขึ้น

- การแก้ไขหรือปรับการตีความรัฐธรรมนูญ มาตรา 9

ต่อเนื่องมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน โดย “ซานาเอะ ทากาอิจิ” นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่น ซึ่งเป็นนักการเมืองอนุรักษนิยมที่มีแนวคิดชาตินิยมเชิงรัฐ (State Conservatism) ที่สอดคล้องไปในทางเดียวกับแนวคิดของอาเบะมาก ทั้งยังเคยได้รับการสนับสนุนจากอาเบะ และขึ้นชื่อว่าเป็น "สายเหยี่ยว"  ที่มีจุดยืนแข็งกร้าวในเรื่องของความมั่นคงและประวัติศาสตร์สงคราม โดยเธอสนับสนุน:

- การเสริมสร้างกองทัพ: เธอสนับสนุนการเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและเสริมสร้างขีดความสามารถ

เพิ่มศักยภาพให้กับกองกำลังป้องกันตนเองญี่ปุ่น (JSDF)

-การแก้ไข มาตรา 9 (Article 9) ของรัฐธรรมนูญญี่ปุ่น เพื่อรับรองสถานะของกองกำลัง

ป้องกันตนเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาค

- การมุ่งเน้นความร่วมมือกับพันธมิตรอย่างสหรัฐฯ และกลุ่ม Quad อย่างใกล้ชิด ขณะที่มีท่าที

ระมัดระวังเป็นพิเศษต่อการขยายอิทธิพลของจีนและสถานการณ์ในคาบสมุทรเกาหลี

กล่าวโดยสรุปคือ การสืบทอดของ “คิชิ–อาเบะ–ทากาอิจิ” คือ “เครือข่ายอนุรักษนิยม และชาตินิยมภายในพรรค LDP ที่สืบทอดกันทางอุดมการณ์และสายอำนาจทางการเมือง” แม้จะไม่ใช่ลัทธิทหารอย่างชัดเจน โดยพรรค LDP ค่อย ๆ ขยายบทบาททางทหาร แม้จะมีข้อจำกัดก็ตาม แต่พรรค LDP ก็ “ขยับเพดาน” มาเรื่อย ๆ ในยุค ชินโซ อาเบะเป็นนายกรัฐมนตรี มีการตีความกฎหมายใหม่ยินยอมให้ใช้ “สิทธิ์ในการป้องกันตนเองร่วม” (Collective Self-Defense) โดยสามารถส่งกองกำลัง JSDF ไปสนับสนุนพันธมิตรได้มากขึ้น พรรค LDP เพิ่มงบประมาณกลาโหม จนทำให้ญี่ปุ่นขยับ “เข้าใกล้ความเป็นมหาอำนาจทางทหารมากขึ้น” โดยไม่ต้องแก้รัฐธรรมนูญตรง ๆ

แม้ว่า ญี่ปุ่นในวันนี้จะไม่ใช่มหาอำนาจทางทหารแบบเต็มตัว แต่ภายใต้พรรค LDP ญี่ปุ่นได้กลายเป็นมหาอำนาจทางทหาร ใน “เชิงเทคโนโลยี” ทุกวันนี้พรรค LDP เพิ่มความพยายามในการผลักดันด้านความมั่นคงให้มากขึ้น จาก การเติบโตของจีนทั้งด้านเศรษฐกิจและการทหาร ภัยคุกคามจากเกาหลีเหนือ และความไม่แน่นอนของสหรัฐในด้านบทบาททางทหาร ซึ่งทำให้พรรค LDP เห็นว่า ญี่ปุ่น “ต้องพึ่งตัวเองด้านความมั่นคงให้มากขึ้น” แม้ พรรค LDP จะไม่ได้ทำให้ญี่ปุ่นเป็นมหาอำนาจทางทหารโดยตรง แต่ใช้ความเป็นพันธมิตรทางทหารกับสหรัฐฯ เป็นหลัก และค่อย ๆ ขยายบทบาทของกองกำลังป้องกันตนเอง ด้วยการผลักดันให้มี “ศักยภาพทางทหารสูงขึ้น” โดยไม่ละเมิดกรอบกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่งอาจเรียกได้ว่า ปัจจุบัน ญี่ปุ่นกำลังจะกลายเป็น “มหาอำนาจทางทหารแบบจำกัด (Constrained Military Power)” ไปแล้ว

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล 

‘อามิช’ วิถีชีวิตเรียบง่ายกลางอเมริกา จากยุโรปสู่อเมริกา เปิดโลกชุมชนอามิช ผู้เลือกใช้รถม้าแทนรถยนต์ และศรัทธาแทนความเร่งรีบ ศรัทธาแน่นแฟ้น ท่ามกลางโลกทุนนิยม


อามิช...อเมริกันชนที่มีจิตวิญญาณพอเพียง

ย้อนอดีตไปเมื่อศตวรรษที่ 15 ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และเนเธอร์แลนด์ มีชนชาวคริสเตียนกลุ่มหนึ่งแยกตัวออกจากกลุ่มชาวคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เนื่องจากไม่พอใจที่ถูกบังคับให้เลือกนับถือคริสต์ศาสนาในการ "เป็น"หรือ "ไม่เป็น" คาทอลิก

ดังนั้นจึงเกิดชนชาวคริสเตียนกลุ่มใหม่ซึ่งแยกตัวออกมา และเรียกตนเองว่า "Anabaptists" ในช่วงเวลานั้นกลุ่มนี้ถูกต่อต้าน และรุกรานอย่างหนักหน่วงรุนแรงจากกลุ่มผู้นับถือคาทอลิก บ้างถูกเผาทั้งเป็น หรือจับมาทรมาน จึงทำให้อนาแบปติสต์หาทางหนีไปสู่ดินแดนอื่นเพื่ออิสรภาพตามความเชื่อของตน และแตกออกเป็นสามกลุ่ม คือ Amish, Mennonites และ Hutterites

ทั้งสามกลุ่มเดินทางมาสู่โลกใหม่ หรืออเมริกาในช่วงศตวรรษที่ 16 โดย Amish (อามิช) ไปตั้งรกรากเป็นชุมชนใหญ่อยู่ในรัฐเพนซิลเวเนีย โดยเฉพาะเมือง Lancaster ซึ่งที่นั่นคือ ชุมชนอามิชที่ใหญ่ที่สุดในอเมริกา ชุมชนชาวอามิชอาศัยอยู่ใน 5 รัฐทางเหนือของสหรัฐอเมริกา และส่วนหนึ่งในประเทศแคนนาดา ประมาณว่า มีประชากรกว่า 350,000 คนในสหรัฐฯ ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย และยังคงใช้รถม้าเป็นพาหนะหลักในการเดินทาง ทั้งยังเคร่งศาสนา ตลอดจนจารีตประเพณีแบบดั้งเดิม ในชุมชนอามิช สิ่งที่ปรากฏจะไม่ต่างจากภาพของชุมชนเมื่อราวร้อยปีที่แล้ว นั่นคือ ความเงียบสงบบนถนนสายเล็ก ๆ ที่สองข้างทางเพาะปลูกพืช และทำการปศุสัตว์ในแบบดั้งเดิม เช่นเดียวกับการแต่งกายของชาวอามิชที่ยังขับขี่รถม้าไปตามทางบนถนน

ชาวอามิชประกอบด้วยคนสองกลุ่ม คือ คนกลุ่มเก่า (Old Order) และคนกลุ่มใหม่ (New Order) โดยคนกลุ่มเก่าจะเป็นกลุ่มที่ปฏิเสธการใช้ไฟฟ้า ยังคงใช้ชีวิตเหมือนกับวิถีชีวิตดั้งเดิมทุกอย่าง และใช้รถม้าเป็นพาหนะเพียงเท่านั้น ขณะที่คนกลุ่มใหม่ แม้จะมีการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านแล้ว แต่ก็ยังไม่มีเทคโนโลยี อย่างเช่น โทรทัศน์ หรืออินเทอร์เน็ต พวกเขาใช้ไฟฟ้าเพื่อให้แสงสว่างภายในบ้าน ใช้เตาแก๊สในการหุงหาอาหาร และบางบ้านก็จะมีรถยนต์ขับ แต่ยานพาหนะสำคัญก็ยังคงเป็นรถม้าอยู่ดี ชาวอามิชยึดมั่นอยู่กับการขับเคลื่อนขนส่งด้วยรถม้า แต่ก็อนุญาตให้ใช้บริการพาหนะสัญจรของรัฐ หรือ ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนโดยคนอื่น (ที่ไม่ใช่ชาวอามิช) ได้ โดยยอมรับในเทคโนโลยี่ได้ ตราบใดที่ยังไม่คุกคามต่อคุณค่าทางศาสนาและศีลธรรม แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่า ชาวอามิชจะไปซื้อรถแทร็คเตอร์ หรือเครื่องจักรทุ่นแรงอื่นมาใช้ในงานฟาร์มของพวกเขา

แต่…สามารถยอมรับในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ได้ แต่ให้เป็นไปอย่างช้า ๆ และให้มั่นใจว่า สิ่งนี้จะไม่มากรัดกร่อน หรือเป็นภัยต่อเรื่องความเชื่อและขนบธรรมเนียมชีวิตครอบครัวแบบชาวอามิช รักษาขนบธรรมเนียมในเรื่องการสวมเสื้อผ้าแบบเรียบง่ายและเคร่งครัด ซึ่งเน้นย้ำการแยกตัวออกมาจากสังคมทั่วไป

สิ่งที่ได้เห็นมาตลอดทั้งชีวิตของคนหนึ่ง ๆ เป็นเสมือนการศึกษาแบบต่อเนื่อง ชาวอามิชจำกัดการศึกษาอยู่ที่เกรด 8 หรือ ประมาณ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของไทย ด้วยความเคร่งครัดในคำสอนของคัมภีร์ไบเบิลที่ห้ามสร้างรูปจำลองเหมือนมนุษย์ ทำให้พวกเขาไม่นิยมถ่ายรูปกันเอง และไม่ชอบให้คนภายนอกมาถ่ายรูปของพวกเขาด้วย แต่ชาวอามิชหลายคนที่เป็นคนหัวสมัยใหม่หน่อยก็ไม่ได้ยึดกฎข้อนี้มากนัก บางคนก็ยืดหยุ่นให้ถ่ายรูปได้ แต่อาจถ่ายในระยะไกล หรือหากจะถ่ายโคลสอัพก็ต้องขออนุญาตเสียก่อน

หลายคนอาจจะมองว่า ชาวอามิชเป็นกลุ่มที่ต้านกระแสของโลก แต่พวกเขาก็ไม่ได้สนใจ ยังคงเลือกที่จะเดินไปในรูปแบบนี้ ไม่จำเป็นต้องจ้ำอ้าวไปตามโลกที่กำลังหมุนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ซึ่งชาวอามิชเองก็มีความสุขที่อยู่ในวิถีชีวิตแบบนี้ เพราะพวกเขามองว่า สิ่งเหล่านี้มันทำให้พวกเขารู้ว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น และมั่นใจในตัวเอง หากมองไปรอบ ๆ ชุมชนอามิชจะเห็นภาพของเด็ก ๆ ชาวอามิชทั้งตัวเล็กตัวน้อยช่วยพ่อแม่ทำเกษตรกรรม จึงเป็นภาพแห่งความผูกพันของครอบครัวที่เหนียวแน่น และอาจจะมากกว่าหลาย ๆ ครอบครัวในสังคมทุนนิยมที่ต่างฝ่ายต่างไม่มีเวลาให้แก่กัน

ขอเสริมด้วยเรื่องราวความสำเร็จของ "แอน ไบเลอร์" ผู้ก่อตั้งร้านขนม "อานตี้ แอนส์ (Auntie Anne’s)" ผู้ซึ่งมีพื้นเพจากชาวอามิช จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ Auntie Anne’s จะว่าไปเป็นเรื่องของโชคชะตาและความไม่ตั้งใจ เมื่อแอนซึ่งเติบโตในชุมชนอามิช เมืองแก็ป รัฐเพลซิลเวเนีย เริ่มต้นชีวิตคู่กับ โจนาส ไบเลอร์

โศกนาฏกรรมในชีวิตมาเยือนเมื่อเกิดอุบัติเหตุไม่คาดฝันทำให้เธอสูญเสียลูกสาววัยเกือบ 2 ขวบ แอนจมปลักอยู่กับความโศกเศร้านานกว่า 12 ปี จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า และชีวิตคู่เกือบพังทลาย สุดท้ายเธอตัดสินใจทำเร่องบางอย่าง นั่นคือ การเช่าแผงในตลาดชุมชนเพื่อขายอาหาร จุดประสงค์หลักเพื่อหารายได้มาสนับสนุนโจนาสผู้สามีในการก่อตั้ง Family Resource and Counseling Center (FRCC) อันเป็นศูนย์ให้คำปรึกษาแก่ผู้มีปัญหาครอบครัว

แอนซึ่งมีความรู้ไม่มากนัก อาศัยที่เคยเป็นลูกจ้างร้านอาหารในตลาดมาก่อน ได้ใช้วิธีครูพักลักจำเรียนรู้วิธีการทำเพรทเซลโบราณเนื้อเหนียวนุ่มในปี 1988 เธอควักทุน 6,000 ดอลลาร์ฯ เปิดแผงขายพิซซ่า มันฝรั่งทอด และเพรทเซล สัปดาห์แรกได้รับเสียงวิจารณ์จากลูกค้าว่า เพรทเซลรสชาติแย่มาก เธอท้อใจเกือบจะเปลี่ยนไปขายอย่างอื่น แต่ โจนาสผู้เป็นสามีได้ช่วยหาสูตรและปรับรสชาติจนลงตัว หลังจากนั้น เพรทเซลสูตรใหม่ก็กลายเป็นสินค้าที่ขายดีที่สุดในร้าน จนเรียกได้ว่า อร่อยจนลูกค้าต้องบอกกันปากต่อปาก จนสุดท้ายแอนเลิกขายพิซซ่าแล้วหันมาขายเพรทเซลอย่างเดียว โดยนวดแป้งสด ๆ ให้ลูกค้าเห็นและอบไปขายไป

แอนไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ เปิดแผงขายขนมได้ปีเดียวก็สามารถขยายไป 8 สาขา รวมถึงการเปิดร้านในศูนย์การค้าเป็นครั้งแรก 2 ปีต่อมา ธุรกิจของแอนขยายไปยังรัฐอื่น รวม 9 รัฐ และเธอเริ่มใช้กลยุทธ์เข้าไปแฝงตามสนามบิน และสถานีรถไฟ ก่อนรุกไปยังตลาดต่างประเทศที่อินโดนีเซียเป็นจุดแรก ช่วงแรกของการขายเฟรนไชส์ แอนและโจนาสประสบปัญหาอันเนื่องมาจากการทำสัญญาหละหลวมทำให้ผู้ซื้อเฟรนไชส์ไม่จ่ายค่าลิขสิทธ์แถมยังหนีไปพร้อมสูตรขนม แอนและโจนาสจึงได้ปรับเปลี่ยนให้สัญญารัดกุมขึ้น และจ้างทนายความดูแลเรื่องนี้

ช่วงทศวรรษ 1990 เป็นยุครุ่งเรืองของ Auntie Anne’s เพราะได้รับการติดต่อจากผู้ประกอบการทั่วทุกมุมโลกที่สนใจซื้นเฟรนไชส์ เฉพาะปี 1992 ปีเดียว Auntie Anne’s ขยายเพิ่มอีก 50 สาขารวดผ่านเฟรนไชส์ ปัจจุบัน Auntie Anne’s มีสาขากว่า 2.000 แห่งทั่วโลก (ในสหรัฐฯ 49 รัฐ ราว 1,300 สาขาและ 25 ประเทศทั่วโลก กว่า 600 สาขา) โดยประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่มีสาขามากที่สุด

เรื่อง : ดร.ปุณกฤษ ลลิตธนมงคล


© Copyright 2021, All rights reserved. THE STATES TIMES
Take Me Top